“หิว… ไม่ได้แปลว่า… หิวข้าว”
ในศตวรรษที่ 21 พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการบริโภค นอกจากนี้ งานวิจัยจำนวนมากยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคดังกล่าวมีเหตุปัจจัยเชิงนโยบายที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมน้ำตาล โครงสร้างทางการเมืองที่เอื้อต่อธุรกิจน้ำตาล นโยบายสาธารณสุข/โภชนาการ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ
จากข้อมูลของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยระบุว่า โรคที่คนไทยเป็นมากที่สุด คือโรคไขมันในเลือดสูง รองลงมาคือโรคความดันเลือดสูง และโรคเบาหวาน ตามลำดับ ซึ่งโรคที่กล่าวข้างต้นนอกจากจะมีสาเหตุมาจากทางพันธุกรรมแล้ว พบว่ากลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยจำนวนมากล้วนมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคซึ่งเป็นปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมแทบทั้งสิ้น จึงกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่อง นโยบาย เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมตลอดจนการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ล้วนมีส่วนสำคัญที่ทำให้บุคคลมีวัฒนธรรมเสี่ยงทางสุขภาพจึงนำมาซึ่งการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังดังกล่าวข้างต้น อาทิ การออกกำลังที่ลดลง ใช้ชีวิตโดยมีกิจกรรมอยู่กับที่มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงค่านิยมและพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัฒนธรรมความนิยมอาหารที่ให้พลังงานสูง มีปริมาณน้ำตาลมากและใยอาหารต่ำ
นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทย ยังมีความสัมพันธ์กับการให้คุณค่าและความหมายต่อความสุขที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งพฤติกรรมบริโภคในลักษณะดังกล่าว มีความสัมพันธ์กับโครงสร้างทางสังคม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และรากเหง้าทางวัฒนธรรม อาทิ ความพยายามปรับเปลี่ยนสถานะทางสังคมของผู้บริโภคโดยใช้อาหารเป็นวัตถุสัญลักษณ์ โดยเฉพาะรูปแบบของการบริโภคเพื่อความเตะตา (Conspicuous consumption) พฤติกรรมการเลือกบริโภคกาแฟที่มีราคาสูงแม้ว่าจะมีส่วนผสมของน้ำตาลมากกว่าผงกาแฟคุณภาพดี ในร้านแฟรนไซส์แบรนด์เนมนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของนักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมวิทยาชาวอเมริกันชื่อ Thostein Veblen ผู้เสนอว่า ผู้บริโภคสินค้าราคาแพงมีมูลเหตุปัจจัยสำคัญประการหนึ่งมาจากความต้องการแสดงออกทางด้านรายได้และความมั่งคั่งทางฐานะ มากกว่าความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ในกรณีของประเทศไทย พบว่าในปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคมีเป้าหมายสำคัญประการหนึ่ง คือเพื่อแสดงออกถึงฐานะของผู้บริโภค โดยพบอยู่ในรูปของวัตถุวัฒนธรรมที่มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่แฝงตัวอยู่กับวิถีชีวิตของคนในสังคมไทย
เราจะเคยได้ยินสำนวนสุภาษิตที่พูดกันว่า “กินคาวไม่กินหวานสันดารไพร่” ในความหมายของการบริโภคดังกล่าวหมายความว่าในช่วงสมัยก่อนชนชั้นทางสังคมไทยจะมีการแบ่งชนชั้นอย่างสิ้นเชิง นาย คือผู้ที่มีชนชั้นทางสังคมชั้นสูง มีฐานะและความร่ำรวย ส่วนทาส คือผู้ที่มีชนชั้นต่ำต้อย ไม่มีเงินทองมากมายเหมือนนาย ซึ่งในมื้ออาหารของนายแต่ละมื้อเมื่อนายได้รับประทานอาหารคาวเรียบร้อยแล้ว จะต้องมีการรับประทานอาหารหวานตาม ซึ่งแน่นอนว่าจะมีแค่ชนชั้นนายเท่านั้นที่จะได้รับประทานอาหารหวานหรือขนมไทยต่างๆ เช่นขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทองและอื่นๆ เพราะเหตุใดชนชั้นทาสถึงไม่สามารถรับประทานขนมหวาน ได้เหมือนกับชนชั้นนาย อาจจะมาจากสาเหตุหนึ่งเมื่อสมัยก่อน น้ำตาลซึ่งเป็นส่วนผสมของการทำขนมไทยจะต้องมีการนำเข้ามาผ่านเรือสำเภาล่องแม่น้ำมาแต่ยาวไกล ทำให้สมัยก่อนน้ำตาลที่จะใช้ทำขนมไทยจึงหาได้ยาก และคือสิ่งที่มีค่ามากเลยทีเดียว แต่เมื่อเทียบกับปัจจุบันขนมไทยต่างๆ มีราคาที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้และยังสามารถหาซื้อได้ง่ายกว่าในสมัยก่อนที่จะต้องรับประทานเฉพาะชาววังเท่านั้น
จากประเด็นดังกล่าว ทำให้ความเข้าใจกับความหมายใหม่ของอาหารมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน อาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่บุคคลบริโภคเข้าไปเพื่อบรรเทาความหิว เพื่ออรรถรส หรือความอร่อยเท่านั้น แต่อาหารมีความหมายแฝงเร้นในมิติทางสังคมวัฒนธรรมร่วมด้วย อาทิ อาหารหรือเครื่องดื่มในร้านกาแฟ มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงเข้ากับระบบคุณค่าที่คนในสังคมไทยยึดถือ และอาหารยังมีความหมายในเชิงวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค และนำมาซึ่งปัญหาทางสุขภาพมากมาย
ดังนั้น วัตถุต่างๆที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ล้วนมีความหมายทางวัฒนธรรม ที่ถูกสื่อสารออกมานอกเหนือจากการแสดงออกด้วยคำพูด และความหมายที่แฝงเร้นเหล่านี้ มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นกลไกทางสังคมที่เชื่อมโยงบุคคลเข้ากับค่านิยม การให้คุณค่าและวิถีการดำเนินชีวิต ดังนั้นความรู้ความเข้าใจในการสื่อสารที่บุคคลส่งออกมาในลักษณะแฝงเร้น หรือในช่องทางของวัฒนธรรม จึงมีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการสื่อสารนั้นมีความเชื่อมโยงกับการบ่มเพาะวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ และการเจ็บป่วยที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
ทั้งนี้ผู้เขียนมีความตั้งใจที่จะสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของอาหารที่มีความหมายใหม่ “การรับประทานอาหารไม่ใช่เพียงแค่การบรรเทาความหิว หรือการดำรงชีวิตอีกต่อไป” แต่ในปัจจุบันการรับประทานอาหารล้วนมีความหมายทางวัฒนธรรมที่มากมายและแตกต่างกันออกไป เช่น เพราะเหตุใดกาแฟแบรนด์เนมของต่างชาติถึงได้รับความนิยมมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะผู้บริโภคต้องการรับประทานกาแฟ หรือว่าต้องการยกระดับการบริโภคของตนเองเพื่อความเตะตา แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมของอาหารนั้นได้มีความหมายใหม่นั่นเอง อย่างไรก็ตามการบริโภคที่มีความแตกต่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือการใส่ใจและการรักสุขภาพของตนเอง เพราะอาหารในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารอันตรายหรือสารปนเปื้อนได้ เพื่อสุขภาพที่ดีหันมารักและดูแลตัวเองให้มากขึ้นนั่นเอง
ผู้เขียน : นกไร้ปีกบินไหนก็ได้
ไม่มีภาพกิจกรรม
ไม่มีวิดีโอ






