skip to Main Content
02-530-9204 sammachiv.pr@gmail.com
“นวัตกรรมสังคม” แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ  สร้าง New S-Curve เคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

“นวัตกรรมสังคม” แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้าง New S-Curve เคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

ในเวทีสัมมนาวิชาการประจำปี 2568 “นวัตกรรมสังคมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” จัดโดยมูลนิธิสัมมาชีพ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิต่างมีความเห็นร่วมกันว่า ถึงเวลาที่สังคมไทยจะต้องปรับวิธีคิด และกระบวนการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับการจัดทำแผนพัฒนาประเทศ ไปจนถึงระดับปฏิบัติการ มุ่งสู่การเติบโตใหม่ (New S-Curve) โดยเปิดให้ชุมชน ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงการนำความสำเร็จของชุมชน/ท้องถิ่น มาต่อยอด ขับเคลื่อน “นวัตกรรมสังคม” เพื่อขยายผลความสำเร็จ สู่พื้นที่อื่นๆ อันจะเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศได้อย่างแท้จริง

 

**แผนพัฒนาประเทศฉบับ 14 ดึงประชาชนมีส่วนร่วม

เอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ และกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ผ่านมา 13 ฉบับ ยังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ขณะที่ผลลัพธ์การดำเนินงานยังไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (ระหว่างปี 2571-2575) จะเป็นแผนแรกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการสำรวจความเห็นจากสาธารณผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนต่อการพัฒนาประเทศ และแนวทางการขับเคลื่อนแผนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในส่วนของมูลนิธิสัมมาชีพจะรวบรวมข้อคิดเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำแผนฯ 14 ด้วยเช่นกัน

 

**แผนฯ14 มุ่งสู่ “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน”

ทั้งนี้ ทิศทางการพัฒนาประเทศของแผนฯ 14 มุ่งสู่ Resilient Rise เศรษฐกิจขยายตัวสูงและมีศักยภาพในการปรับและฟื้นตัวจากวิกฤติได้อย่างยั่งยืน ด้วยการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน โดยมีวัตถุประสงค์ให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

“ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำและสามารถฟื้นตัวได้จำกัดในบางมิติ หากยังคงพัฒนารูปแบบเดิมต่อไป จะเข้าสู่ภาวะถดถอย จึงจำเป็นต้องปรับทิศทางการพัฒนามุ่งสู่ Resilient Rise ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่ การพลิกโฉมเศรษฐกิจ, การปฏิรูปภาครัฐ, การพัฒนาทุนมนุษย์, การสร้างความยั่งยืนด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และการถ่ายโอนเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมีหลักคิดนำทางเพื่อนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ได้แก่ การยกระดับผลิตภาพของประเทศ, การสร้างประโยชน์อย่างทั่วถึงแก่ประชาชน, การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว, การสร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคง และการบูรณาการการดำเนินงานทุกระดับ” เอ็นนู เผย

 

**มองเห็นเป้าหมายร่วมกัน ขับเคลื่อนด้วยพลังทุกภาคส่วน  

ส่วนแนวทางการจัดทำและการขับเคลื่อนแผนฯ 14  จะต้องไม่เป็นเพียงเอกสารที่แล้วเสร็จตามกระบวนการ แต่ต้องเป็นแผนที่ทำให้ “มองเห็นเป้าหมายร่วมกัน” ในการขับเคลื่อนด้วยพลังของทุกภาคส่วน และลงมือทำให้เกิดผลได้จริง โดยครอบคลุม 3 มิติการทำงาน ได้แก่

  1. Vision สร้างเป้าหมายที่ชัดเจน : มีจุดเน้นที่ชัดเจน แบ่งระยะของเรื่องที่ต้องดำเนินการ สามารถระบุแนวทางขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม มีหลักคิดนำทาง และแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน
  2. Alignment สร้างแนวร่วมและความเข้าใจร่วม : หน่วยงานกลาง เข้าใจบทบาทเพื่อเชื่อมโยงสนับสนุนการขับเคลื่อน, หน่วยงานเจ้าภาพ ออกแบบแนวทางการขับเคลื่อนบนฐานความเข้าใจปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ, กลไกระดับพื้นที่ เข้าใจความเชื่อมโยงแผนทุกระดับ จัดทำโครงการที่สอดคล้องกับแผนและตอบโจทย์ประชาชน, ภาคเอกชน สื่อสารเส้นทางนโยบายและกำหนดโครงสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อให้เป็นพลังหลักในการสนับสนุนการขับเคลื่อน และภาควิชาการ สร้างและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมที่สนับสนุนการขับเคลื่อนแผน
  3. Execution ขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ : ผ่านการกำหนดโครงการสำคัญ, พัฒนาเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มกลาง การจัดสรรงบประมาณ และการติดตามประเมินผล วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ/ไม่สำเร็จ เพื่อปรับปรุงแนวทางการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและเท่าทัน

 

**ไทยติดกับดักแนวคิดกระจายความมั่งคั่งส่วนกลางสู่พื้นที่รอบนอก

       อภิชาติ โตดิลกเวชช์  รองประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ และอดีตอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ปาฐกถาในหัวข้อ “ประสบการณ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของรัฐและเอกชน” ระบุถึงข้อมูลประชากรที่อยู่ในเศรษฐกิจฐานรากว่า ประกอบด้วย เกษตรกรจำนวน 8.6 ล้านคน เกษตรแปลงใหญ่ 6.18 แสนคน วิสาหกิจชุมชน 1.2 ล้านคน จำนวน 6.6 หมื่นกลุ่ม (จาก 7 หมื่นหมู่บ้าน) โอท็อป 9.7 หมื่นกลุ่ม มีผลิตภัณฑ์ 2.1  แสนรายการ มียอดขายราว 3 แสนล้านบาท และเอสเอ็มอีจำนวน 3.1 ล้านราย

ส่วนการพัฒนาศักยภาพภาพของเศรษฐกิจฐานรากที่ผ่านมา พบว่ายังติดกับดัก จากแนวคิดที่ว่า เศรษฐกิจจะค่อยๆ ปรับตัวและกระจายความมั่งคั่งจากส่วนกลางไปยังพื้นที่รอบนอกด้วยตัวเอง แต่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

โดยข้อมูลจากสศช.ปี 2566 พบว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจยังกระจุกตัว อยู่ในเมืองหลัก 10 จังหวัดที่สร้างรายได้ให้ประเทศ 10.85 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 64.29% ของจีดีพีรวมของประเทศ (18 ล้านล้านบาท) ขณะที่เมืองรองซึ่งมีมากถึง 57 จังหวัด มีสัดส่วนขับเคลื่อนจีดีพีเพียง 34.15 % และเมืองจิ๋ว 10 จังหวัด มีส่วนขับเคลื่อนจีดีพีเพียง 1.56% เท่านั้น

ดังนั้น รายได้ของประเทศหรือการจัดเก็บภาษีจึงไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการบริหารประเทศ โดยไทยเก็บภาษีได้ 2.6  ล้านล้านบาท ขณะที่ต้องใช้งบประมาณบริหารประเทศราว 3.85  ล้านล้านบาท ถ้าไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ เศรษฐกิจฐานรากก็ไปไม่ได้

“เศรษฐกิจจะกระจายความมั่งคั่งจากส่วนกลางไปพื้นที่รอบนอกได้อย่างไร ตราบที่การจัดทำงบประมาณของประเทศเกือบ 60 ปีที่ผ่านมา มีการจัดทำงบประมาณแบบสมดุลเพียง 3 ปี ที่เหลือเป็นการจัดทำงบประมาณขาดทุน สะท้อนว่างบประมาณไม่เพียงพอในการกระจายไปลงไปอย่างทั่วถึง

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมาจึงเป็นการช่วยเหลือตามความเดือดร้อน จัดการปัญหาแบบเยียวยา หรืองบไหลไปในที่ไม่ต้องการ

การพัฒนาฐานรากจากส่วนกลาง พัฒนาเมืองรอง เมืองจิ๋วให้บรรลุผลจึงเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นเบี้ยหัวแตก งบน้อย” อภิชาติ กล่าว

 

**แนะสร้างการเติบโตใหม่ ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม  

รองประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพเสนอ “หลักการ” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากว่า จำเป็นต้องสร้างการเติบโตใหม่ (New S- Curve) โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวนำ เพื่อสร้างกำไรต่อหน่วย (Margin) ในภาคการผลิตต้นน้ำของชาวบ้านที่ปัจจุบันมี Margin เพียง 5-7% ขึ้นเป็น 15-30% จึงจะทำให้ชุมชน/ท้องถิ่น มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากขึ้น

“สินค้าโอท็อป 2 แสนกว่าผลิตภัณฑ์ ชาวบ้านได้กำไรเท่าไหร่ คำตอบคือ 5-7% ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับซัพพลายเชนกลางน้ำ (ผู้รวบรวมสินค้า แปรรูป และจำหน่าย) ที่ได้กำไรมากถึง 95%

ดังนั้นต้องสอนให้โอท็อปพัฒนาจากต้นน้ำเป็นกลางน้ำให้ครบวงจร ต้องสอนชาวบ้านให้เป็นนักแปรรูป ให้เขาได้กำไร 30%”

เขากล่าวต่อว่า ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ผ่านมา ภาครัฐทำอยู่ 4 เรื่อง คือ ภูมิปัญญา การวิจัย นวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังมีอีก 2 เรื่องที่ภาครัฐไม่ได้ทำต่อ คือ Scale up และ New S-Curve

ทั้งที่หากชุมชนสามารถพัฒนา New S-Curve ได้จะทำให้มีรายได้แบบก้าวกระโดด  มีกำไรเพิ่ม 15% ได้

ตัวอย่างเช่น ชุมชนสะเอียบ ซึ่งมีภูมิปัญญาการต้มเหล้ามากว่า 200 ปี โดยใช้น้ำจากภูเขาไฟที่มีรสชาติอร่อยในการผลิต มีการวิจัยพัฒนาเพื่อให้รสชาติของเหล้าเสถียรและมีความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์เหล้าชุมชนได้มาตรฐานโอท็อปห้าดาว ได้จีไอ และชุมชนสะเอียบได้พัฒนาใน 2 ประเด็น คือ การ Scale up  และสร้าง New S-Curve ทำให้เกิดบริษัทในตำบลสะเอียบเพียงตำบลเดียว ประมาณ 150  บริษัท เป็น New S-curve สร้างรายได้แบบก้าวกระโดด

“อันนี้โต 2,000 % เลย รายได้ปี ’68 ประมาณ  3,600  ล้านบาท แค่ตำบลเดียวประชากร 5 พันคนทำจีดีพีให้จังหวัด 3,600 ล้านบาท ขณะที่ภาคเกษตรทั้งจังหวัดทำรายได้พันล้าน แต่อันนี้สามพันกว่าล้าน

ที่แก่งคอย ชะอม ก็ทำได้ในลักษณะนี้ ปลูกไม้ล้อมขาย ขณะที่รายได้ต่อหัวของคนไทย 3.8  หมื่นบาทต่อคนต่อปี แต่ที่นี่วันเดียวเขาทำได้แล้ว และยังส่งออกไปสิงคโปร์ ฮ่องกง โมเดลนี้เมื่อทำต่ออีก 2 เรื่อง รายได้จะโตแบบก้าวกระโดด”

 

**ชง 4 ข้อเสนอพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้สำเร็จ ในมุมมองของรองประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพได้เสนอไว้ 4 แนวทาง ได้แก่

  1. การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ควรเน้นไปที่ความสามารถ ความร่วมมือขององค์กรในระดับเมือง/ท้องถิ่นและพัฒนาจากความสำเร็จของผู้ประกอบการ หรือธุรกิจที่ขยายผลได้และมีรายได้ก้าวกระโดด เพื่อขยายผลสำเร็จออกไปให้มากขึ้น และควรลดการผูกโยงกับการวางแผนและจัดการจากส่วนกลาง ที่แม้จะกระจายโครงการได้มาก แต่บรรลุเป้าหมายได้ยาก หรือการพัฒนาโดยอิงกับศักยภาพผู้นำในพื้นที่ ก็ประสบความสำเร็จแค่ 50%
  2. บูรณาการเชิงพื้นที่เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ ควรใช้หลักการ “ทำมาหากิน” ผ่านภูมิปัญญา การวิจัยและนวัตกรรม การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และ “การทำมาค้าขาย” ผ่านการพัฒนาผู้ประกอบการมืออาชีพ และการสร้างรายได้ใหม่แบบก้าวกระโดด ดังเช่น กรณีของสะเอียบ หรือบ้านชะอมที่ทำเรื่องไม้ล้อม
  3. การสร้างเมืองรองให้แข็งแรงโตขึ้น ผ่านกระบวนการสานเสวนาอย่างเข้มข้น โดยมีองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนต่างๆ เป็นกลไกการขับเคลื่อนหลักร่วมกัน เพื่อร่วมกันประเมินศักยภาพพื้นที่และความต้องการของคนในพื้นที่ และลงมือปฏิบัติจริง

“ในช่วงปี 2540 เวิลด์แบงก์แนะนำการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของไทยไว้  5 ด้าน คือ การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก เกษตรทันสมัย มีเศรษฐกิจนอกไร่นา แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการรวมกลุ่มของชุมชน  แนวคิดนี้ยังใช้ได้ถึงปัจจุบัน แต่เวิลด์แบงก์แนะนำเพิ่มเติมให้พัฒนาเมืองรอง เพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย เพราะขณะนี้เรามีแค่ 10 จังหวัดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ้าทำให้อีก 57 จังหวัดเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย เมื่อเมืองรองเข้มแข็ง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้”

4.สร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน มีเป้าหมายสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนที่ได้รับการคัดเลือกให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างเครือข่ายชุมชน การรวมพลังในกลุ่มอาชีพ และการพอเพียงเลี้ยงตัวแองได้ เช่น การขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลากหลาย ทำให้เกิดโอกาสใหม่ ในการสร้างรายได้ก้าวกระโดด, การสร้างงาน ทักษะความชำนาญเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ มีการพัฒนาการผลิต บริการ และมีกำลังซื้อจากตลาด เป็นต้น

**กลไกและวิธีการขับเคลื่อน “หัวใจ” พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

รองประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ ยังกล่าวถึง หัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยังอยู่ที่ กลไก และวิธีการขับเคลื่อน ได้แก่

  1. การคำนึงถึงศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชน : คำนึงถึงงานชิ้นโบว์แดงที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง สร้างรายได้มากพอสมควร ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์
  2. เขี่ยลูก: การค้นหา พัฒนา แกนนำคนทำงาน สร้างแรงจูงใจการมีส่วนร่วม
  3. จัดกระดาน: วางกลไก สร้างเครือข่ายที่หลากหลายและครบถ้วน ต่อความสำเร็จ
  4. ประกอบร่าง: นำประเด็นสำคัญ Area Agenda Function มาบูรณาการเชิงพื้นที่ กำหนดแผนงาน โครงการ กิจกรรม งบประมาณให้เชื่อมโยง เกิดพลังและผลสัมฤทธิ์

 

**แสวงหาแนวทางใหม่ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ดร.สุนทร คุณชัยมัง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนานวัตกรรมสังคม วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิต ปาฐกถาในหัวข้อ “แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและโอกาสของการสร้างหัวขบวนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น”

โดยระบุถึงสองกรอบแนวทางการจัดการความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกันระหว่างทฤษฎีของ Simon Kuznets ที่ระบุว่า ความยากจนและเหลื่อมล้ำจะถูกแก้ไขไปตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นคือ ถ้าพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตไปเรื่อยๆ แล้วความเติบโตจะกระจายไปจากเมืองใหญ่ไปสู่เมืองเล็ก เมืองจิ๋ว ชนบทได้

ขณะที่ทฤษฎีของ Thomas Piketty ระบุว่า ตราบใดที่เศรษฐกิจเติบโต และมีคนรวยได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย แสดงว่าเกิดโอกาสที่ไม่เท่ากัน ทำให้ความเหลื่อมล้ำไม่ถูกแก้ไข

ในทฤษฎีหลังนี้เสนอว่า การจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ต้องเกิดจากการแสวงหาแนวทางใหม่ นโยบายใหม่ โดยแก้ไขโครงสร้างหรือกลไกเดิมผ่านการสังเคราะห์ การจัดทำข้อเสนอ และการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

จึงนำมาสู่การศึกษากรณีความสำเร็จของผู้ประกอบการชุมชนไทย และต่างประเทศเพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจแก้ปัญหาความยากจนของฐานรากในขณะนี้

 

**กรณีศึกษา ขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคม แก้เหลื่อมล้ำ

ดร.สุนทร ได้นำเสนอกลุ่มตัวอย่างจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำผ่านการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางสังคม (Social Innovation Movement) อาทิเช่น กรามีนแบงก์ (Grameen Bank) ในบังคลาเทศ ที่สามารถรวมกลุ่มชาวบ้านจัดตั้งธนาคารไมโครเครดิต (ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน) นับเป็นการขับเคลื่อนทุนทางสังคม โดยนำความสัมพันธ์ของชาวบ้านมาดูแลซึ่งกันและกัน  และแก้ปัญหาความยากจนของประเทศได้ถึง 40%, Proximity Designs ใช้เทคโนโลยีน้ำโยกแก้ปัญหาการขาดน้ำในชนบทพม่า, R2R เป็นการแก้ไขปัญหาสังคมในฟิลิปปินส์ ด้วยการสร้างธุรกิจแทนการบริจาค (นำเศษผ้ามาทำเป็นพรมเช็ดเท้าหรือกระเป๋า) เพื่อสร้างรายได้กับผู้ยากไร้แทนการบริจาคอาหารกลางวัน, Hello Tractor ของไนจีเรีย ที่ให้บริการเช่ารถแทรกเตอร์ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มแทนการซื้อรถ ช่วยลดภาระทางการเงินคนในชุมชน/ท้องถิ่น เป็นต้น เหล่านี้นับเป็นความสำเร็จในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ในวงกว้าง ผ่าน “นวัตกรรมการจัดการ” ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีสำหรับประเทศไทย

 

** ขยายผลความสำเร็จ กลุ่ม/วิสาหกิจฯ สู่การแก้ปัญหาประเทศ  

สำหรับกลุ่มหรือวิสาหกิจชุมชนในไทย ที่ประสบความสำเร็จในกระบวนการจัดการทุน และการตลาด และรอเพียงการ “เติมเต็ม” เพื่อขยายผลความสำเร็จให้กว้างออกไปจากในระดับชุมชนสู่ระดับประเทศ เช่น กลุ่มที่จัดการทุนชุมชนให้เกิดประโยชน์ อย่างกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จันทบุรี ที่ริเริ่มการออมทรัพย์จากวัดกระทั่งเป็นแหล่งทุนให้บริการทั่วจังหวัด, กลุ่มออมทรัพย์ฯบ้านดอนคา กับผลงานการเป็นแหล่งทุนของ 3 อำเภอ มีสินเชื่อระดับร้อยล้าน

กลุ่มที่ผลิตได้ ขายเป็น มีความมั่นคงการตลาด เช่น วิสาหกิจชุมชนน้ำเกี๋ยน ที่มีผลงานการผลิตเวชสำอางจากการแปรรูปสมุนไพรที่ได้มาตรฐาน, วิสาหกิจชุมชนอุ่มแสง ผลิตข้าวอินทรีย์เพื่อการส่งออก และวิสาหกิจชุมชนฐานเกษตรยาง ที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากยาง, วิสาหกิจฯ คลองตันขยายจากผักผลไม้ปลอดภัยสู่น้ำช่อดอกมะพร้าว สุราพื้นบ้านสะเอียบขยายสู่ระบบตลาด ตลาดหัวปลีส่งเสริมการเป็นตลาดของชุมชน ปตท.สานพลังกับผลงานร่วมแก้ปัญหาให้คนด้อยโอกาส ดี มี สุข ที่ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ชุมชนรวมทั้งการตลาด โลเคิล อไลค์ ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ชุมชนเป็นต้น

“ความสำเร็จของชุมชน เป็นความสำเร็จเบื้องต้นจากกระบวนการรวมตัวของชุมชน การสร้างมาตรฐาน แต่การจะขยายไปข้างหน้าให้กว้างขวางกว่านี้ ไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับประเทศ จำเป็นต้องทบทวนเพื่อขยายบทบาทไปให้มากกว่านี้ด้วยมองมุมใหม่

อย่างเซอร์ไอแซค นิวตัน มองเห็นผลแอปเปิ้ลหล่นมาจากต้น ถ้าคิดแบบธรรมดาทั่วๆ ไป ก็แค่ผลแอปเปิ้ลหล่น แต่นิวตัน คิดได้ว่า นี่คือแรงโน้มถ่วงของโลก

สิ่งนี้สะท้อนว่า บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องค้นพบสิ่งใหม่ อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนานแล้ว แต่มาเล่าใหม่ในภาษาใหม่ ในไทยมีสหกรณ์ มีวิสาหกิจเกิดขึ้นมากมาย อยู่ที่ว่าเราจะมองสิ่งเหล่านี้ไปข้างหน้าอย่างไรเพื่อสร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจใหม่ และระบบใหม่ เป็น New S – Curve ของชุมชน

New S – Curve ของชุมชนขณะนี้เกิดขึ้นแล้ว เช่น อุ่มแสง น้ำเกี๋ยน หัวปลี เพราะเป็นรายได้ใหม่ นวัตกรรมสังคมได้เกิดขึ้นแล้วที่ชุมชน อยู่ที่เราจะดำเนินการต่อยังไง”

การขับเคลื่อนนวัตกรรมทางสังคมในมุมมองของ ดร.สุนทรทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1. การขยายผลด้วยการขยายขนาดและประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล โดยความสามารถของนักการตลาด การส่งเสริมเทคโนโลยี  เช่น การร่วมพัฒนาน้ำเกี๋ยนที่ต้องการส่งออก หรืออุ่มแสงที่ต้องการเครือข่ายผู้ผลิตข้าวอินทรีย์เพิ่ม

และ 2. การขยายผลด้วยการเลียนแบบ-ต้นแบบความสำเร็จ นั่นคือ ขยายจากอุ่มแสงหนึ่งไปอุ่มแสงสอง  หรือน้ำเกี๋ยนหนึ่งไปน้ำเกี๋ยนสอง

แต่วิธีการขยายแบบนี้ ดร.สุนทรระบุว่า ความสามารถของชุมชนที่เกิดขึ้นจะอยู่ในระดับเดิม หรือมีความสามารถเท่าเดิม

ดังนั้น หากนำทั้งสองรูปแบบมาผนวกกัน มีทั้งกระบวนการความคิดใหม่ มีระบบการจัดการใหม่ มีการผลิตใหม่ และมีนวัตกรรมทางสังคม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นมากกว่า

 

**เสนอขยายผล  

เอาความสำเร็จไปต่อเติม เคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานรากและการพัฒนาท้องถิ่นจากนวัตกรรมสังคมที่ดร.สุนทร เสนอ คือ ควรเริ่มต้นและขยายไปจาก “หน่วยความสำเร็จ” ขององค์กรชุมชน, ขยายธุรกิจ-ห่วงโซ่คุณค่า พัฒนาทั้งองค์กรเก่า-ใหม่, ประสานความร่วมมือ ความรู้ เทคโนโลยี และการตลาด, สร้างเครือข่าย ขบวน ระบบแวดล้อมที่เป็นจริงและต่างไปจากเครื่องมือบริหารงานแบบเก่า และสร้างให้เป็น “กลไกการขับเคลื่อน” ของจังหวัดยากจน เมืองรอง และหัวเมืองต่างจังหวัด

 

“ถ้าเราเอาความสำเร็จของต้นแบบเป็นตัวตั้ง ขยายจากหนึ่งเป็นสาม จากสามเป็นสิบ น่าจะสร้างรายได้ให้จังหวัด สร้างความเปลี่ยนแปลงภายใต้ความสำเร็จจากหน่วยข้างล่าง

โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาของชุมชน ท้องถิ่นมีความเป็นไปได้

ไม่มีความจำเป็นต้องรอการพัฒนาจากรัฐบาล เราเอาความสามารถของชุมชนไปใส่ในพื้นที่เมืองรอง เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของจังหวัดยากจนเลย

ถ้าเรารอแผนพัฒนาจากรัฐบาล รอสิ่งที่รัฐบาลจะส่งต่อ จังหวัดจนเหล่านั้นก็จะจนต่อไป แต่ถ้าเราเริ่มจากความสำเร็จที่มีอยู่ น่านก็มีน้ำเกี๋ยน ศรีษะเกษมีอุ่มแสง ทำไมเราไม่ดึงกลุ่มเหล่านี้ขึ้นมาแก้ปัญหารายได้ของจังหวัด

ผมเชื่อว่า ความสามารถของชาวบ้าน จะแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน เหมือนที่ยูนุสทำ”

ทั้งหมดนี้คือสาระสำคัญของงานสัมมาชีพวิชาการประจำปี 2568 ของมูลนิธิสัมมาชีพ เพื่อร่วมกันคิด เสนอแนะแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

 

Back To Top