skip to Main Content
02-530-9204 sammachiv.pr@gmail.com
“เสงี่ยม แสวงลาภ” ปราชญ์ชาวบ้านฯ ปี 2568  สร้าง “นาต้นจั่นโมเดล” พลิกหมู่บ้านเล็กๆ สู่ชุมชนท่องเที่ยวระดับประเทศ

“เสงี่ยม แสวงลาภ” ปราชญ์ชาวบ้านฯ ปี 2568 สร้าง “นาต้นจั่นโมเดล” พลิกหมู่บ้านเล็กๆ สู่ชุมชนท่องเที่ยวระดับประเทศ

จากชาวสวนธรรมดา สู่ “ผู้นำหญิงแกร่ง” ขับเคลื่อนชุมชนมาตลอด 34 ปี “เสงี่ยม แสวงลาภ” ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ ปี 2568 คือหนึ่งในพลังเงียบที่สร้างโมเดลบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชนได้โดดเด่น – นาต้นจั่นโมเดล

โมเดลที่ไม่เพียงสร้างรายได้ให้หมู่บ้านอย่างมั่นคง แต่ยังทำให้ลูกหลานที่เคยออกไปทำงานในเมืองใหญ่ “เลือกกลับบ้าน” เพื่อร่วมพัฒนาชุมชนของตัวเอง

“อยากให้ชาวบ้านรักกัน เป็นชุมชนเข้มแข็ง และอยากให้ลูกหลานกลับมาสานต่อกิจกรรมชุมชน”

จากความปรารถนานั้น ได้กลายเป็นพลังที่เปลี่ยนพื้นที่เล็กๆ ในสุโขทัย ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนระดับประเทศ สร้างรายได้กว่า 40 ล้านบาทต่อปี และเป็นต้นแบบให้ชุมชนทั่วประเทศเรียนรู้

กระทั่งได้เป็นหนึ่งในผู้ได้รับรางวัลปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ ด้านการบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชน จากมูลนิธิสัมมาชีพ

เสงี่ยมนับเป็นแบบอย่างของปราชญ์ชาวบ้านที่ลงมือปฏิบัติจริง เพราะจากชาวสวนธรรมดาๆ คนหนึ่งในพื้นที่ บ้านนาต้นจั่น อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย  ได้หันมาริเริ่มทำการท่องเที่ยวของชุมชน และมุ่งมั่นพัฒนาจนทำให้บรรดาชาวบ้านซึ่งเดิมประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย กลับมามีรายได้สม่ำเสมอ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเป็นลำดับ 

และยังทำให้คนรุ่นใหม่หันหลังให้กับเมืองใหญ่ กลับมาเป็น “พลังสำคัญ” ในการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่แห่งนี้

เสงี่ยมกล่าวว่า รางวัลนี้ เป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล ดีใจและภูมิใจอย่างมาก แม้จะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับรางวัล แต่ความรู้สึกลึกๆ ที่ได้รับรางวัลก็ได้สะท้อนว่า มีผู้คนมองเห็นถึงสิ่งที่เธอทำในวงกว้าง

“เราไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รางวัล เราทำตรงนี้ ทำด้วยใจ แต่เมื่อได้รับรางวัลก็รู้สึกดีใจ ภาคภูมิใจมากที่สุด”

ปัจจุบัน เสงี่ยมเป็นประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น, ประธานวิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านนาต้นจั่น อีกทั้งยังเป็นที่ปรึกษาให้คนในชุมชนในหลายเรื่อง

“แม่ทำงานด้านการพัฒนาชุมชน มาตั้งแต่ปี 2534 โดยในปี 2534 -2541 เป็นการรวมกลุ่มของผู้หญิงในหมู่บ้าน ตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรบ้านนาต้นจั่น ช่วยกันหารายได้ เช่น ร่วมกันทำอาหารเพื่อจำหน่าย, ปลูกไร่ข้าวโพด ปลูกกล้วยนำมาแปรรูปเพื่อจำหน่าย หารายได้จากการรับจ้างเกี่ยวข้าวมาเป็นรายรับของกลุ่ม เพื่อนำไปใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ

จากนั้นในปี 2541 ได้ก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านนาต้นจั่น และในปี 2547 ก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ทำเรื่องการจัดการท่องเที่ยวชุมชน เป็นหนึ่งในต้นแบบโฮมสเตย์ในประเทศไทย

ถ้าจะนับเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชน ก็ทำเรื่องนี้มานาน 21 ปีแล้ว”

   

ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพรายนี้ ยังเล่าถึงโมเดลการบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่บ้านนาต้นจั่น หรือ “นาต้นจั่นโมเดล” ว่า จะใช้วิธีปกครองกันเอง มีผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็น “คณะกรรมการ”  โดยผู้ใหญ่บ้านจะมีทีมงานอีก 11 คน หรือที่เรียกว่า “หัวหน้าคุ้ม” ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยววันเดย์ทริป (ไม่พักแรม) และพักแรมโฮมสเตย์ เพื่อแบ่งเบาภาระคนในชุมชน

นอกจากนี้ยังได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่น มาพัฒนาและขยายผลไปสู่ธุรกิจต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงชุมชน ตั้งแต่ โฮมสเตย์ กลุ่มหัตถกรรม กลุ่มการแสดง กลุ่มมัคคุเทศก์น้อย  กลุ่มรถอีแต๊ก อีแต๋น และอื่นๆ

“ภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่บ้านนาต้นจั่น มีหลากหลาย เช่น การทำสมุนไพร  ของที่ระลึก เช่น การนำเศษผ้าทอมาทำเป็นกระเป๋า ของชำร่วย โดยเฉพาะภูมิปัญญาผ้าหมักโคลนย้อมสีธรรมชาติที่นำสีจากธรรมชาติไปผสมกับการหมักโคลน ซึ่งเป็นการค้นพบจากวิถีการใช้ชีวิตของชาวบ้านที่พบว่า ผ้าที่เปื้อนโคลนเมื่อซักและตากแห้งแล้วจะนุ่มกว่าปกติ เนื่องจากมีส่วนประกอบของธาตุเหล็ก

ขณะที่สีย้อมผ้าจะใช้สีผสมจากวัสดุธรรมชาติของท้องถิ่น เช่น สีเขียวแก่จากใบมะม่วง,  สีเขียวอ่อนจากใบจั่น, สีโอลด์โรสจากใบสะเดา, สีเขียวครีมจากใบหูกวาง, สีเหลืองจากแก่นขนุน, สีม่วงจากเปลือกมังคุด, สีกะปิจากเปลือกสะเดา, สีดำจากลูกมะเกลือ, สีเหลืองใบไผ่จากไม้เพกา, สีแดงอมฝาดจากไม้ฝาง เป็นต้น

บ้านนาต้นจั่นยังสร้างสรรค์ลายขิดขึ้นอีกมากกว่า 50 ลาย และอนุรักษ์การทอผ้าดั้งเดิม โดยใช้กี่พื้นเมือง และทอตามลวดลายต่างๆ ที่ พัฒนาขึ้นเพิ่มเติม เช่น ลายดอกพิกุล ลายดอกบัว และลายสารภี”

ความสำเร็จในการบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชน ทำให้ทั้งชุมชนมีรายได้รวม 40 ล้านบาทต่อปี จากจำนวนนักท่องเที่ยวโฮมสเตย์ เฉลี่ยอยู่ที่ 24,800 คนต่อปี และวันเดย์ทริปราว 17-18 ล้านคนต่อปี ทำให้เกิดรายได้จากการห้องพัก ไก๊ด์นำเที่ยว จำหน่ายผ้าทอ และของที่ระลึกฯ

ที่สำคัญทำให้คนรุ่นไหม่คืนถิ่น

 

“เมื่อชุมชนมีรายได้ ตอนนี้คนรุ่นใหม่คืนถิ่นดีกว่าเมื่อก่อนมาก บางคนมาเป็นไก๊ด์นำเที่ยว เปิดโฮมสเตย์ เป็นเจ้าหน้าที่แอดมินทำงานท่องเที่ยว ประเมินว่า การบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชนบ้านนาต้นจั่นมีคนทำงานรวมกันกว่า 400 ชีวิต ในจำนวนนี้มีคนรุ่นใหม่เข้าร่วมค่อนข้างมาก”

โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นจึงได้รับรางวัลมากมาย อาทิ รางวัลกินรีทองคำ สาขาท่องเที่ยวชุมชน, รางวัลกินรีทองคำ สาขาองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคเหนือ, รางวัลมาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน เป็นต้น

ปัจจุบัน บ้านนาต้นจั่นยังเปิดเป็น “แหล่งเรียนรู้” เพื่อให้ผู้สนใจทั่วประเทศเข้ามาศึกษาดูงาน โดยเสงี่ยมยังคงทำหน้าที่เป็นวิทยากร แบ่งปันประสบการณ์ในการบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากนี้ ยังจัดทำเอกสารเผยแพร่โมเดลการบริหารจัดการท่องเที่ยวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

“สิ่งที่ทำมาทั้งชีวิต ได้ทำเป็นเอกสารเผยแพร่ให้คนที่สนใจ ลูกหลานคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในแหล่งเรียนรู้ เอกสารจะติดไว้ในห้องประชุมมีตั้งแต่ที่เริ่มต้นการพัฒนาจากอดีต จนถึงปัจจุบัน”  

เสงี่ยมยังเป็นผู้ยึดแนวทาง “สัมมาชีพ” ทั้งการประกอบอาชีพสุจริต ไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ และยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต

“แม่จะยึดแนวทางนี้ และถ่ายทอดผ่านการทำให้ดู เพื่อให้คนอื่นทำตาม เป็นเศรษฐกิจพอเพียงไม่ทะเยอทะยาน ถ้าทำแบบนี้ ทุกคนก็จะอยู่ได้ และต้องเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ต้องเป็นตัวอย่างให้คนอื่นนำไปปฏิบัติ นี่คือสิ่งที่ตกผลึกมาทั้งชีวิตการทำงานพัฒนาชุมชน” ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ แห่งบ้านนาต้นจั่นกล่าว

เสงี่ยม แสวงลาภ จึงไม่ได้สร้างแค่โมเดลท่องเที่ยว แต่สร้าง “วิธีคิด-ชีวิตใหม่” ให้ทั้งชุมชน

Back To Top