skip to Main Content
02-530-9204 sammachiv.pr@gmail.com
ประเวศ วะสี ปูชนียาจารย์ ผู้เป็นแบบอย่างทั้งชีวิต โดย พลเดช – วณี ปิ่นประทีป

ประเวศ วะสี ปูชนียาจารย์ ผู้เป็นแบบอย่างทั้งชีวิต โดย พลเดช – วณี ปิ่นประทีป

เรา(พลเดช-วณี) ได้รับทราบข่าวการถึงแก่อนิจกรรมของท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี ในขณะกำลังท่องเที่ยวทัศนศึกษาที่อุทยานโหลวก้วนถ่าย เขาจงหนานซาน สถานที่ที่เหลาจื่อเขียนคัมภีร์ลัทธิเต๋า 5,000 คำ 81 บท, ไปเคารพศาลเจ้าขงเบ้ง เมืองเหมี่ยนเสี้ยน จุดที่เคยบัญชาการรบนาน 7 ปี และเยี่ยมชมหออนุสรณ์จางเชน เมืองฮั่นจง มณฑลส่านซี บ้านเกิดของผู้ให้กำเนิดเส้นทางสายไหม คณะของเราล้วนเป็นลูกศิษย์ที่เคารพรักและมีศรัทธาต่อท่านอาจารย์เป็นอย่างสูง

ละสังขารด้วยปิติสุข

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ชาตะ 5 สิงหาคม 2474 มรณะ 10 มกราคม 2569 ท่านเป็นปูชนียาจารย์ของบรรดาแพทย์ในรุ่นหลังยุคเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยเฉพาะแพทย์นักพัฒนาสังคมและแพทย์ชนบททั้งหลาย ด้วยวิธีคิดและมุมมองการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ นอกจากนั้นท่านยังทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง สังคมและชุมชนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง รวมทั้งวัตรปฏิบัติที่เสมอต้นเสมอปลายของท่าน จึงมีผู้เคารพศรัทธาท่านอยู่ในทุกวงการ
ข่าวการจากไปอย่างสงบที่บ้านพัก คำกล่าวอำลาด้วยใบหน้าที่ยิ้มเป็นปิติสุข ท่ามกลางภรรยาและลูกหลาน ก่อนหลับตากำหนดลมหายใจ เข้าสู่ฌาณสมาธิเป็นลำดับขั้น จนค่าอ็อกซิเจนในกระแสเลือดลดต่ำและจากพวกเราไป นับเป็นภาพการลาจากที่ยิ่งใหญ่และกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ที่ท่านสอนคติธรรมบทสุดท้ายสำหรับพวกเรา

 

ทะนงองอาจ
ปี 2524 เมื่อคราวที่ผมกลับจากป่ามาเรียนแพทย์ต่อที่ศิริราช ท่านอาจารย์ได้รับรางวัลแมกไซไซ ทางคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชได้จัดเวทีวิชาการเพื่อแสดงความยินดี โดยเชิญท่านอาจารย์ขึ้นกล่าวแสดงปาฐกถาพิเศษ ในครั้งนั้น มีผู้บริหารบางท่านลุกขึ้นตั้งประเด็นและอภิปรายแสดงความคิดเห็นในเชิงเสียดสีเย้ยหยัน แต่ท่านยังคงยืนสงบนิ่ง รับฟังจนจบกระบวนความ
ผมได้ประจักษ์ว่า ท่านกล่าวอธิบายขยายความอย่างมีหลักการ ด้วยความสุภาพ และทะนงองอาจป็นอย่างยิ่ง นับเป็นภาพประทับแรกเมื่อได้รู้จักท่าน ซึ่งต่อมาก็ยิ่งสัมผัสกับบุคลิกภาพเช่นนี้ตลอดเวลา 40 ปีที่ทำงานกับท่าน นับเป็นตัวแบบสำหรับผู้นำ นักประชาธิปไตย และนักวิชาการ
ส่วนทางด้านดร.วณี ปิ่นประทีป(สุขอารมณ์) เธอเป็นอดีตผู้นำนักศึกษาพยาบาลรามาธิบดีที่โด่งดังในยุคกระโน้น จึงได้รู้จักท่านอาจารย์มาก่อนผมมาก เมื่อตอนที่เธอตัดสินใจเข้าป่าจับปืนได้เข้าไปกราบลา ท่านกล่าวให้กำลังใจพร้อมกับเงินสองพันบาทเป็นค่าใช้จ่าย “ถ้าหากไปแล้วพบว่าไม่ใช่หนทางก็ขอให้กลับมา”
เหมือนท่านจะหยั่งรู้ล่วงหน้าแต่ไม่ทัดทาน ครั้นถึงคราวที่กลับคืนเมือง คำแรกที่ท่านกล่าวทักทายคือ “กลับมาจากธุดงค์แล้วรึ” หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็มีโอกาสได้พบกับท่านอาจารย์เป็นครั้งที่สอง เมื่อท่านกรุณาเป็นประธานในงานมงคลสมรสของเรา


ยุทธศาสตร์การพัฒนา

ภายหลังวิฤกติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง รัฐบาลใช้งบประมาณจากเงินกู้ IMF 5,000 ล้านบาท ทำโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี โดยแต่งตั้งไพบูลย์ วัฒนศิริธรรมและเอนก นาคะบุตร สองผู้บริหารจากมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา(LDI) ให้ไปดูแล ตั้งสำนักงานอยู่ที่ธนาคารออมสิน
ท่านอาจารย์หมอประเวศ ในฐานะประธานมูลนิธิฯ จึงสั่งการคุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ “ไปเอาตัวพลเดชมาจากพิษณุโลก” เราสองคนพี่น้องจึงได้เข้ามารับช่วงแทน ในวันแรกที่มอบหมายภารกิจ ท่านอาจารย์ตั้งโจทย์ใหญ่ “ทำอย่างไรให้ 80,000 หมู่บ้าน 8,000 ตำบลหายจน”
ท่านวางเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของสถาบันไว้อย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าต้องคิดในเชิงโครงสร้างและมองเป็นระบบในภาพรวม เรามีองค์ความรู้และประสบการณ์จำนวนหนึ่งแล้ว ยังไม่พอ ต้องขับเคลื่อนนโยบาย โดยนำความสำเร็จจากจุดเล็กๆไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในภาพรวม ท่านเป็นตัวแบบของนักคิด-นักยุทธศาสตร์ที่ทำเพื่อบ้านเมืองและประชาชนทั้งชีวิตจิตใจ
ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา ผมไม่มีข้อสงสัยในเจตนารมณ์และยุทธศาสตร์ภาพรวมที่ท่านชี้นำแต่ประการใด แม้รู้ดีว่าเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับการทำงานโดยไม่มีอำนาจและฐานทรัพยากร หากเป็นเรื่องท้าทายสำหรับพลเมืองสองมือเปล่าแบบพวกเรา ที่กล้าคิดเรื่องใหญ่ของบ้านเมืองและลงมือทำด้วยสติปัญญา

 

บริหารแบบประเวศ

ในเวลานั้น พี่หมอสงวนมีภาระงานหนักมากในฐานะรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการวิจัย Health Care Reform ที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากสหภาพยุโรป(EU) จนได้องค์ความรู้ที่เป็นสารตั้งต้นของนโยบายหลักประกันสุขภาพแบบถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค)และ สปสช.ในรัฐบาลต่อมา ผมจึงต้องรับหน้าที่ดูแลงานด้านชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งไปโดยลำพัง

อันที่จริง ท่านอาจารย์ให้ความสนใจงานพัฒนาสังคมและประเทศชาติในทุกด้านอย่างบูรณาการ โดยในงานแต่ละด้านที่ท่านบุกเบิกด้วยแนวคิดเชิงนวัตกรรมใหม่ๆ ท่านจะมองหาลูกศิษย์ลูกหาที่มีจริตและฉันทะ เพื่อวางตัวเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิดสู่รูปธรรมการพัฒนาโดยเชื่อมโยงกัน ทั้งในเรื่องระบบสุขภาพ-สุขภาวะ เรื่องชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม เรื่องเด็กและการศึกษา เรื่องการเมืองและความมั่นคง เรื่องศาสนากับการพัฒนา เรื่องวิถีพุทธวิถีธรรม เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัย ฯลฯ

จากนั้นมา ท่านปล่อยมือให้ผมทำงานโดยไม่เคยติดตามทวงถามอะไรอีกเลย ผมเองเมื่อตัดสินใจมาช่วยแบ่งเบาภาระของท่านอาจารย์ ก็ไม่มีเรื่องใดที่คิดจะไปเพิ่มภาระแก่ท่านอีก นอกจากการเสนอรายงานในการประชุมสามัญประจำปีของมูลนิธิฯตามระเบียบแบบแผน

ในแต่ละครั้ง พวกเราล้วนได้รับคำแนะนำจากภูมิปัญญาและประสบการณ์อย่างเต็มอิ่ม ทั้งในเชิงรูปธรรม นามธรรม และจินตนาการ จาก 4 ราษฎรอาวุโสที่กรุณาเป็นกรรมการมูลนิธิ ได้แก่ ประเวศ วะสี, ระพี สาคริก, เสน่ห์ จามริก และอารี วัลยะเสวี

อันที่จริง ท่านอาจารย์ได้รับทราบงานของมูลนิธิฯ จากภาคีเครือข่ายทุกที่ที่ท่านรับเชิญไปพบปะบรรยาย เว้นแต่เรื่องใหม่ที่ท่านเกิดปิ๊งแว๊บขึ้นมา จะโทรศัพท์มาให้รับทราบและสานต่อ เช่นนี้ผมจึงได้เรียนรู้สไตล์การบริหารแบบประเวศ ที่ดูคล้ายหลักลัทธิเต๋าของท่านเหลาจื่อ กล่าวคือเมื่อวางตัวบุคลากรที่เหมาะสมได้แล้ว จึงมอบภารกิจและความไว้วางใจโดยตามดูอยู่ห่างๆ และปล่อยวาง

จวบจนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ท่านกรุณานิยามภารกิจชีวิตในวาระครบรอบ 60 ปีของผมว่า“คือการเดินทัพทางไกลเพื่อคนจน” และ “ไม่มีใครเกษียณอายุจากการทำความดีเพื่อเพื่อนมนุษย์”

 

วิถีพุทธเยี่ยงปุถุชน

ราวปี 2541 เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กร CIDA (Canadian International Development Agency) มาตรวจเยี่ยมเพื่อปิดโครงการ องค์กรนี้เป็นแหล่งทุนหลักที่สนับสนุนโครงการฟื้นฟูและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของมูลนิธิฯ ในช่วง พ.ศ.2525-2541 ด้วยงบประมาณรวม 250 ล้านบาท

ในขณะเดินไปรับประทานอาหาร ได้ยินท่านอาจารย์ประเวศสนทนาว่าท่านปฏิบัติตนในวิถีพุทธอย่างเคร่งครัด (very religious) ขณะสายตามองมาที่ผม สำหรับพวกเราที่ได้อ่านหนังสือและบทความของท่านอยู่เนืองๆคงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรนัก แต่คำพูดของท่านในคราวนั้นได้กระตุกให้ผมต้องใส่ใจในวิถีพุทธ-วิถีธรรมในทางการคิดและปฏิบัติอย่างจริงจัง

ท่านอาจารย์หมอประเวศมีวิถีชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ท่านดำรงความเป็นอิสระในการคิด การวางตัว และการแสดงออกอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เป็นแบบอย่างของผู้มีระเบียบวินัยต่อตัวเองและผ่อนปรนต่อคนอื่น ยึดถือทางสายกลาง ไม่เสพส่วนสุดทั้งสองข้าง

ท่านสอนด้วยการปฏิบัติและเล่าประสบการณ์อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผมได้เรียนรู้ไปโดยปริยายว่า ควรใส่ใจต่อสุขภาพ ทั้งการกินอาหาร ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ หยุดเสพความสุขจากเนื้อหนังมังสา ลดละกิเลสทั้งปวง ควบคุมอารมณ์ ไม่โกรธไม่เกลียดใคร และแผ่เมตตา

 

ปัญญาบารมี

เมื่อคราวที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ขณะที่ผมกำลังปฏิบัติหน้าที่เป็นหมอบ้านนอกอยู่ที่พิษณุโลก มีนักวิชาการ สื่อมวลชน นักธุรกิจและนักพัฒนาเอกชนกลุ่มหนึ่ง ได้พากันมาพบ ชวนกันขับเคลื่อนสังคมและการพัฒนาประชาธิปไตยในพื้นที่

พวกเราได้รับทราบบทบาท ความเคลื่อนไหว และซึมซับแนวความคิดของท่านอาจารย์หมอประเวศผ่านสื่อสารมวลชนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งด้านงานพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงตนเอง จนกระทั่งในช่วงวิกฤติประชาธิปไตย

ปี 2537 ท่านได้รับมอบหมายจากประธานรัฐสภา แต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย(คพป.) อันเป็นที่มาของการปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ.2540 อันเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในคราวนั้น ท่านเป็นตัวแบบที่ทรงคุณค่าในด้านพลังทางปัญญาและบารมีธรรม จนสามารถนำพาประเทศออกจากจุดตีบตันทางการเมือง

ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขานับเป็นตัวอย่างรูปธรรมอันเกิดจากปัญญาบารมีของท่าน ที่ชี้ทางสว่างในการแก้ปัญหาที่ยากๆของบ้านเมือง ด้วยแนวทางสายกลางและการบูรณาการเชื่อมโยงพลังความรู้ พลังสังคม และพลังทางนโยบาย อย่างมียุทธศาสตร์และเป้าหมาย ทั้งในเรื่องปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบสุขภาพ ปฏิรูปการเรียนรู้ ปฏิรูปการกระจายอำนาจ และปฏิรูปสังคม

 

หุบเขาแห่งปัญญา

มีคราวหนึ่ง ผมนั่งสนทนากับท่านอาจารย์เป็นส่วนตัว ได้เล่าให้ท่านฟังเรื่องราวบทบาทผู้ทรงคุณวุฒิและผู้นำคุณธรรมที่เครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ให้ความเคารพศรัทธา ดูท่านมีความสุขมาก พวกเรามีแนวคิดที่จะทำปฏิมากรรมชุมชน เพื่อเชิดชูคุณงามความดีของท่านเหล่านั้นที่มีต่อสังคมและประเทศชาติในด้านต่างๆ

ท่านอาจารย์สนับสนุน พร้อมตัวอย่างในหลายประเทศที่เขาสร้างปฏิมากรรมของผู้นำชุมชน ท้องถิ่น และบุคคลสำคัญระดับชาติอย่างหลากหลาย มีทั้งกวี ศิลปิน นักรบ นักกีฬา ผู้ปกครอง นักการเมือง ผู้ทรงศีล นักประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ นิยมตั้งประดับไว้ตามจัตุรัส สวนสาธารณะและสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้อง

ท่านยังแนะนำว่า ถ้าเหตุปัจจัยถึงพร้อมและมีกำลังศรัทธามากพอ อาจทำในลักษณะอุทยานประวัติศาสตร์ของภาคพลเมือง ในที่หุบเขาที่ไหนสักแห่ง ส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไปด้วย

 

การบ้านชิ้นสุดท้าย

27 กุมภาพันธ์ 2567 ด้วยวัย 93 ปี ท่านอาจารย์มีอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ต้องเข้าโรงพยาบาลศิริราชอย่างกระทันหันและได้รับการผ่าตัดทันที ญาติไม่บอกให้ใครรู้ จนกระทั่งปลอดภัยและฟื้นตัวดีขึ้นแล้ว ท่านอุตส่าห์นึกถึงหมอพลเดชกับดร.วณี โดยขอให้ท่านอาจารย์จันทพงษ์ วะสี ตามตัวมาพบเป็นการเฉพาะ

​ 16 มีนาคม 2567 ที่ห้องพักฟื้นในโรงพยาบาลศิริราช ภายใต้การดูแลที่เข้มงวดของพยาบาลหัวหน้าวอร์ด ท่านอาจารย์ประเวศมีกำลังใจดีเยี่ยม พูดคุยเสียงดังและใช้เวลานานมากจนภรรยาท่านต้องเข้ามากระซิบเตือน ท่านบอกยังไม่จบขอต่ออีกหน่อย

สิ่งสำคัญที่ท่านต้องการสื่อกับเราในวันนั้น คือ “เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์บูรณาการงานพัฒนาที่ระดับอำเภอ ขอให้พลเดชทำต่อไป” ผมรับการบ้านจากท่านอาจารย์ พลันในหัวสมองคิดถึงแนวทางและขั้นตอนการขับเคลื่อนรูปธรรมว่าจะต้องทำอย่างไร

สำหรับผม นี่คือคำสั่งเสียสุดท้ายจากท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี ครับ.

  

 

โดย พลเดช – วณี ปิ่นประทีป

 


Back To Top