ทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น พลังเศรษฐกิจใหม่ชุมชน บทพิสูจน์จาก “ปิยณัฎฐ์ อิสสระสงคราม” ปราชญ์ชาวบ้าน ปี 2568
“ทุนวัฒนธรรม” คือขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพียงรอคนมองเห็น “คุณค่า” และ “ลงมือทำ”
เมื่อมรดกจากบรรพบุรุษ ถูกผสานกับความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และการแบ่งปันความรู้ วัฒนธรรมจึงไม่ใช่เรื่องของอดีต แต่เป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของชุมชน
“ปิยณัฎฐ์ อิสสระสงคราม” จากต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง ประธานกลุ่มหัตถศิลป์ดิ้นโบราณ จ.ระนอง และประธานกลุ่มศูนย์วิจัยชุมชนวัฒนธรรมบาบ๋า – ยาหยา จ.ระนอง คือหนึ่งในผู้ที่ทุ่มเทให้กับงานหัตถศิลป์แขนงนี้ของชุมชน
เขาลงพื้นที่ สืบค้น ลงมือทำ จนที่สุดสามารถฟื้นหัตถศิลป์แขนงนี้กลับมา พร้อมกับการประยุกต์ให้ร่วมสมัย นำอัตลักษณ์โดดเด่น เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแฟชั่นจนออกแบบเป็นสินค้าหลากหลาย
อาทิ งานศิลปะการพันดิ้น เครื่องประดับเจ้าสาว เครื่องตกแต่งเสื้อผ้า งานศิลปะ ของที่ระลึก สร้างรายได้ให้ชุมชน และสามารถเผยแพร่งานหัตถศิลป์ดังกล่าวสู่ต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้” ถ่ายทอดทักษะความรู้ และขยายสู่หลักสูตรการศึกษา ถือเป็นแบบอย่างของการนำทุนวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่ยั่งยืนได้ดี
13 ปีของความมุ่งมั่นฟื้น “หัตถศิลป์ดิ้นโบราณบาบ๋า-ยาหยา” จนเป็นผลงานเป็นที่ประจักษ์ เขาจึงเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับรางวัล “ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ” ประจำปี 2568 ที่มอบโดยมูลนิธิสัมมาชีพ เพื่อยกย่องเชิดชูผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแขนงต่างๆ และได้ริเริ่มสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม บนหลักสัมมาชีพ และส่งต่อความรู้ของปราชญ์ต้นแบบเหล่านี้ให้เกิดการขยายผลต่อไป
ปิยณัฎฐ์กล่าวว่า ยินดีที่ได้รับรางวัลนี้ ถือเป็นเครื่องสะท้อนถึงความสำเร็จของการฟื้นมรดกทางวัฒนธรรมหัตถศิลป์ดิ้นโบราณบาบ๋า-ยาหยา ที่กำลังสูญหายไปตามกาลเวลาว่า มีคนมองเห็นสิ่งที่เขาและผู้เกี่ยวข้องกำลังร่วมกันขับเคลื่อน
“จากการศึกษาและเป็นคนในพื้นที่ พบว่า ปัญหาที่ทำให้มรดกทางวัฒนธรรมนี้เริ่มสูญหาย มาจากหลายสาเหตุ อาทิ ขาดการพัฒนาเรื่องรูปแบบให้ร่วมสมัย การหวงแหนความรู้ของคนยุคก่อนที่ต้องการให้ผลงานสืบต่อเฉพาะคนในวงศ์ตระกูล ขณะที่คนในตระกูลไม่สนใจที่จะสืบทอด เป็นต้น”
กระทั่งปี 2555 ปิยณัฎฐ์ได้รับเชิญให้เข้าไปช่วยงาน “วันสถาปนาครบรอบ 150 ปี จังหวัดระนอง” เนื่องจากทางจังหวัดต้องการรื้อฟื้นเรื่องราวในอดีตของคนระนอง หนึ่งในนั้น คือการรื้อฟื้นหัตถศิลป์ดิ้นโบราณ โดยเขาได้รับมอบหมายให้รวบรวมเครื่องประดับครอบครัวเก่าแก่ในจังหวัดระนองที่ยังหลงเหลืออยู่มาจัดแสดงในงาน จึงมีโอกาสได้ลงพื้นที่ย่านชุมชนเก่า เพื่อตามหา “มงกุฎ” หรือ ที่เรียกว่า “ฮั่วก๋วน” เครื่องประดับสวมศีรษะเจ้าสาวในพิธีแต่งงานแบบบาบ๋า-ยาหยา และพบว่า หลงเหลือแต่ภาพถ่ายในอดีต จึงต้องทำขึ้นมาใหม่
“พอเราลงพื้นที่ เก็บข้อมูล ก็ไปพบปราชญ์ชาวบ้านในอดีต ประกอบกับเราเป็นคนในพื้นที่ เขาก็พร้อมบอกเล่าเรื่องราว และสอนให้เราทำ จึงเป็นครั้งแรกที่ทำมงกุฎ เพื่อแสดงในงานครบรอบ 150 ปีเมืองระนอง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ดิ้นโบราณให้ร่วมสมัย ใช้งานง่ายในหลากโอกาสในอดีต ผู้หญิงคนหนึ่งจะสัมผัสงานแขนงนี้ได้ครั้งเดียวตอนแต่งงาน และเมื่อแฟชั่นชุดแต่งงานสีขาวแบบตะวันตกเข้ามา ทำให้มงกุฎไม่ได้ถูกใช้งาน จึงเสื่อมถอยสูญหายไปตามเวลา”
หลังลงพื้นที่และรวบรวมข้อมูลมอบให้กับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระนองแล้ว ปิยณัฎฐ์ได้ถ่ายทอดความรู้ด้านนี้ให้ขยายออกไปแบบไม่หวงวิชา เพราะต้องการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมนี้ยังคงอยู่สืบไป โดยจัดตั้งเป็น “กลุ่มหัตถศิลป์ดิ้นโบราณ บ้านบางริ้น จ.ระนอง” คิดค้นเทคนิคใหม่ๆ วัสดุใหม่ๆ ที่ทำให้มีความคงทน จนเกิดศิลปะผสมผสานร่วมสมัย ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชื่อเสียงด้านการพัฒนาลวดลายและประดิษฐ์ใหม่ให้ทันสมัย แต่ยังคงวัฒนธรรมเดิม
ประการสำคัญ คือ การนำอัตลักษณ์ ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ชุมชนมาผสมผสาน เช่น ปีกแมลงทับ เกล็ดปลา ไข่มุกธรรมชาติ และแร่ดีบุก ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีอัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ
และพัฒนารูปแบบให้ร่วมสมัย ใช้ได้หลากหลายโอกาส
ผลงานของเขา เช่น การนำองค์หลวงพ่อดีบุกมาพันดิ้นโบราณหลากสี เพิ่มมูลค่าและความสวยงาม, การนำไข่มุก ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นหนึ่งในของดีของจังหวัดระนอง มาผสานกับการพันดิ้นโบราณให้เป็นงานศิลปะร่วมสมัย การพันดิ้นขึ้นรูปเป็นพลับพลึงธาร “ราชินีแห่งสายน้ำ” พืชเฉพาะถิ่นหนึ่งเดียวของโลกที่พบได้ในจังหวัดระนองและพังงา การทำดิ้นโบราณลายดอกไม้ประจำจังหวัด การพันดิ้นเป็นเข็มกลัดอย่างสวยงามสะดุดตา
ทางกลุ่มหัตถศิลป์ดิ้นโบราณจะเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย ก่อนจะถ่ายทอดการผลิตลงสู่ชุมชนต่างๆ ตามความชำนาญของแต่ละชุมชน และการถ่ายทอดความรู้จะเน้นดึง “อัตลักษณ์” ของแต่ละชุมชนมาผลิตเป็นสินค้า
เช่น ชุมชนที่ถนัดการทำดิ้นโบราณลายดอกพลับพลึงธาร ชุมชนที่ถนัดการทำดิ้นโบราณเป็นเครื่องประดับลายเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น
นอกจากนี้ กลุ่มยังมีบทบาทด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เช่น งานศิลปะการพันดิ้น, ผลิตภัณฑ์จากผ้าปาเต๊ะ, เสื้อเคบายา ทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และตลาดออนไลน์ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือนทั้งกลุ่มแม่บ้าน ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง ที่ร่วมโครงการ ช่วยลดการย้ายถิ่น
ทั้งยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ซึ่งสามารถดึงดูดรายได้เข้าสู่ชุมชน
ปิยณัฏฐ์ยังร่วมกับสถาบันการศึกษาหลายแห่งจัดทำหลักสูตรเพื่อถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นใหม่ และส่งเสริมผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้ให้ไปเป็นวิทยากร เพื่อส่งต่อความรู้ไปยังชุมชนอื่นๆ อย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
“เราไม่ได้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เองเท่านั้น แต่สนับสนุนให้คนที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้ไปเป็นวิทยากร เราเรียกว่าเป็นครูแม่ไก่ ทำให้เขาเกิดความภาคภูมิใจ และมีรายได้เสริม หรือบางรายกลายเป็นอาชีพหลัก”
ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพรายนี้ ยังบอกด้วยว่า งานหัตถศิลป์ดิ้นโบราณไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ของไทยหรือประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็น “หัตถศิลป์ของอาเซียน” ไปแล้ว เพราะเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับประกอบชุดแต่งกายแบบ “เคบายา” ที่ยูเนสโก้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ร่วมกัน 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ไปเมื่อปลายปี 2567
โดยขณะนี้มีชาวต่างชาติให้ความสนใจศิลปะแขนงนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น หรือชาวตะวันตก เนื่องจากเป็นงานทำมือ ทำให้ต่างชาติรู้สึกทึ่งกับงานศิลป์ชนิดนี้ ที่ผ่านมาเขาจึงได้รับรางวัลจากการประกวดระดับนานาชาติหลายแห่ง ภายใต้ชื่อ “กลุ่มหัตถศิลป์ดิ้นโบราณ จังหวัดระนอง”
อาทิ งานวิจัยเชิงวัฒนธรรม “เข็มกลัดจากดิ้นโบราณ โครงการประกวดส่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ ณ เมืองไทเป ไต้หวัน “Taipei Innotech Expo 2024 (TIE2024) ได้รับรางวัลนานาชาติ 3 รางวัล ได้แก่ รางวัล Gold Medal Award 2024 (เหรียญทองวิจัยนานาชาติ), รางวัล Special Award จากประเทศอินโดนีเซีย, งานวิจัยพัฒนา รางวัล NRCT Special Award (นิทรรศการผลงานที่โดดเด่นในเวทีนานาชาติ) เมืองไทเป ไต้หวัน เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้รับเชิญจากเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ให้เป็นผู้ถ่ายทอดงานศิลปะการพันดิ้นโบราณให้แก่นักอนุรักษ์รุ่นใหม่ ซึ่งงานศิลปะในแขนงนี้ได้สูญหายไปจากสังคมชาวบาบ๋าที่ปีนังมากว่า 50 ปี
“ปีนังเป็นชุมชนวัฒนธรรมบาบ๋า-ยาหยา สมัยก่อนเป็นเมืองคู่ขนานค้าขายกับจังหวัดระนอง แต่ตอนนี้ของเขาเหลืออยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์ คนปีนังยังบอกเลยว่า หัตถศิลป์ดิ้นโบราณของไทยยังมีชีวิตอยู่
อย่างไรก็ตาม นอกจากการสืบสาน เราต้องทำให้ร่วมสมัย ต้องนำไปใช้ได้จริง สวมใส่ได้ทุกโอกาส เป็นที่ต้องการของตลาด ราคาจับต้องได้ และมุ่งเน้นไปที่คนรุ่นใหม่ ผ่านช่องทางการจำหน่าย หน้าร้านหลายแห่ง และเว็บไซต์กลุ่มหัตถศิลป์ดิ้นโบราณจังหวัดระนอง”
ปราชญชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพรายนี้ ยังกระตุ้นให้ตระหนักถึงการอนุรักษ์ต้นทุนทางวัฒนธรรมว่า ทุกที่ในประเทศไทย ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ล้วนมีต้นทุนทางวัฒนธรรม จึงอยากให้หันกลับมามองทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่นี้ ช่วยกันอนุรักษ์พร้อมไปกับการต่อยอด ไม่ให้สูญหาย
“ระนองมีวัฒนธรรมบาบ๋า-ยาหยา เป็นต้นทุนที่บรรพบุรุษสั่งสมมา ก็นำมาให้ทำให้เกิดนวัตกรรมสินค้าภายใต้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และอีกต้นทุนที่สำคัญ คือ คน ต้องสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง มาอนุรักษ์สานต่อวัฒนธรรม ทำให้เกิดความร่วมสมัยเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์
อย่างตอนนี้ไปที่ไหน ถ้าถามถึงหัตถศิลป์ดิ้นโบราณ คนจะคิดถึงจังหวัดระนอง ถือว่าวันนี้เราทำสำเร็จแล้ว” ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ กล่าว
งาน “หัตถศิลป์ดิ้นโบราณบาบ๋า-ยาหยา” มรดกทางวัฒนธรรมของคนฝั่งทะเลอันดามันที่เคยสุ่มเสี่ยงสูญหาย วันนี้ไม่เพียงกลับมามีชีวิต แต่ยังเริ่มเป็นที่นิยมอีกครั้ง
เพราะมี “หัวเรี่ยวหัวแรง” คนสำคัญอย่าง “ปิยณัฎฐ์ อิสสระสงคราม”








