“สหกรณ์ฯพนมวังก์” ต้นแบบสัมมาชีพ ส่งเสริมออม หนุนแหล่งเงินทุน พัฒนาอาชีพเกษตร
ชีวิตคนภาคเกษตรไทย มักเผชิญปัญหารายได้ไม่มั่นคง เพราะต้องขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ มีต้นทุนการผลิตสูง ก่อให้เกิดปัญหาหนี้ท่วม ไม่มีเงินออม ไม่รู้จบ
แต่มีกรณีศึกษาของกลุ่มเกษตรกรไทยที่ประสบความสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว โดย “สหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ จำกัด” อ.ควนขนุน จ.พัทลุง
สหกรณ์การเกษตรแห่งนี้ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2523 มีเป้าหมายส่งเสริมสมาชิกเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งเสริมการออมและนำเงินออมของสมาชิกมาเป็นแหล่งเงินทุน เพื่อให้สินเชื่อแก่สมาชิกนำไปพัฒนาอาชีพเกษตรทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริมของคนในชุมชน
นอกจากนี้สหกรณ์ฯ ยังรายได้เพิ่ม ด้วยการไปลงทุนในหลายธุรกิจ คืนกลับเป็นผลตอบแทนให้สมาชิกในปัจจุบัน (ปี2568) จำนวน 2,344 คน ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ (15 ตำบล) ในจ.พัทลุง
สหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ จำกัด ดำเนินงานหลายภารกิจ ประกอบด้วย 1. ธุรกิจรวบรวมผลผลิตสมาชิกเพื่อส่งเสริมการตลาด เช่น ข้าวสังข์หยดพัทลุง ข้าว GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จากแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง) ได้รับมาตรฐานเกษตรการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) 2.การรับฝากเงินจากสมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบ รวมถึงการให้สินเชื่อแก่สมาชิก 3.การจัดหาสินค้าและอุปกรณ์การทำเกษตรมาจำหน่าย
4.การดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ปั๊มน้ำมัน ปตท. 2 สาขา 5.การดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์คาเฟ่อเมซอน 2 สาขา 6. การดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ (เซเว่นอีเลฟเว่น) 2 สาขา และ 7. มีการจัดสวัสดิการและการบริการทีดีให้กับสมาชิก
ความสำเร็จในการดำเนินงาน ส่งผลให้สหกรณ์ฯ มีเงินทุนหมุนเวียนปีละกว่า 400 ล้านบาท สร้างงาน อาชีพ ให้คนในท้องถิ่น จึงได้รับรางวัล “วิสาหกิจชุมชนต้นแบบสัมมาชีพ” ประจำปี 2568 ประเภทการเงินและสวัสดิการชุมชน จากมูลนิธิสัมมาชีพ เพื่อยกระดับวิสาหกิจชุมชน เป็นต้นแบบในการดำเนินการของกลุ่มหรือวิสาหกิจชุมชนอื่นๆ ต่อไป
สุรินทร์ นวนกุล ประธานสหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ จำกัด กล่าวว่า ตนเองและสมาชิกทุกคนรู้สึกดีใจที่มูลนิธิสัมมาชีพมอบรางวัลนี้ให้กับสหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ จำกัด และพร้อมจะเป็นต้นแบบในการส่งต่อความสำเร็จนี้ไปยังกลุ่มหรือวิสาหกิจชุมชนอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับภาคการเกษตรของไทย
ทั้งนี้ในพื้นที่ของ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ก่อนการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรฯ เกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาวัตถุดิบทางการเกษตรมีราคาสูง สวนทางกับราคารับซื้อผลผลิตทางการเกษตร แต่เมื่อมีการรวมตัวของเกษตรกรจัดตั้งเป็น สหกรณ์การเกษตรฯ ทำให้ “เกิดอำนาจต่อรอง” สามารถซื้อวัตถุดิบทางการเกษตรได้ในราคาที่ต่ำลง และขายผลผลิตทางการเกษตรได้ในราคาที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น มาพร้อมกับการ “ส่งเสริมการออม” โดยสหกรณ์การเกษตรแห่งนี้จะรับฝากเงินจากสมาชิกสามัญ และสมาชิกสมทบ รวมถึงให้สินเชื่อแก่สมาชิก เพื่อนำไปเป็นทุนส่งเสริมการเกษตรของสมาชิก โดยเฉพาะการสร้างอาชีพเสริม อาทิ ส่งเสริมการเลี้ยงปลา เลี้ยงสุกร เลี้ยงโค เพาะเห็ด ปลูกพืชผักสวนครัว การปลูกพืช GI เป็นต้น
“สหกรณ์ฯจะเพิ่มทุน หรือนำเงินทุนหมุนเวียน มาให้สมาชิกกู้ เพื่อนำเงินไปส่งเสริมอาชีพสมาชิกในรูปแบบบุคคลหรือกลุ่มอาชีพ เป็นสัญญาปีต่อปี พอถึงสิ้นปีบัญชี ต้องนำเงินมาคืนสหกรณ์ฯ ก่อนจะทำสัญญาในปีต่อไป”
นอกจากนี้สหกรณ์ฯ ยังส่งเสริมความรู้เกษตรกรในการประกอบอาชีพ เช่น การเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ และการอบรมสมาชิก อาทิ การส่งเสริมการปลูกข้าวสังข์หยด GI ที่สหกรณ์ฯเข้าไปส่งเสริมตั้งแต่ ต้นน้ำ – ปลายน้ำ ทำให้ขยับราคาขายเป็นกิโลกรัมละ 60- 70 บาท เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับข้าวที่ไม่มี GI นอกจากนี้ยังเปิด “ตลาดนัด” ให้สมาชิกนำสินค้าเกษตรมาวางจำหน่ายที่สหกรณ์ฯ และบริเวณร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน ที่สหกรณ์ฯเข้าไปลงทุนดำเนินกิจการ
ด้านการจัดสวัสดิการสมาชิก สุรินทร์ระบุว่า สหกรณ์การเกษตรแห่งนี้ จะดูแลสมาชิกตั้งแต่แรกเกิด โดยบุตรคนแรก/คนที่สอง จะได้รับการเปิดบัญชีเงินฝาก คนละ 500 บาท, สมาชิกรวมถึงคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หากเจ็บป่วย จะได้รับเงินครอบครัวละ 2,000 บาทต่อปี, ผู้สูงอายุที่อายุ 80 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินสวัสดิการจากสหกรณ์ฯ เดือนละ 200 บาทจนกว่าจะเสียชีวิต, สมาชิกที่ทุพพลภาพ สหกรณ์ฯจะพิจารณาตัดหนี้ให้ทั้งหมด
รวมถึงได้ตั้งกองทุนช่วยเหลือภัยพิบัติ ช่วยเหลือสมาชิกและคนในชุมชน สืบสานวัฒนธรรมประเพณี งานบุญ งานกฐิน และการพัฒนาชุมชน นอกจากนี้สมาชิกที่ไปใช้บริการร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ และปั๊มน้ำมันที่สหกรณ์ฯบริหาร จะได้รับส่วนลดค่าสินค้าและบริการเฉลี่ยคืนบางส่วน ในวันสิ้นปีบัญชี 30 มิถุนายน ของทุกปี
ด้านการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงงานด้านสิ่งแวดล้อม ประธานสหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ จำกัด เล่าว่า ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมสมาชิกทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุทางการเกษตร การใช้ระบบโซลาร์เซลล์ (พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้า) ในอาคารสหกรณ์ฯ ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ และปั๊มน้ำมันที่สหกรณ์ฯเข้าไปลงทุน โดยพบว่าสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้กว่า 40%
“จำนวนสมาชิกของสหกรณ์ฯแห่งนี้ เมื่อเทียบกับสหกรณ์การเกษตรที่อื่น ถือว่าเรามีสมาชิกไม่มาก แต่เรามีความเข้มแข็ง
เข้มแข็งในที่นี้คือ ตั้งแต่จดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรฯมา ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ไม่มีปัญหาเรื่องการทุจริต เนื่องจากผู้บริหารสหกรณ์ฯจะยึดหลักการบริหาร 3 ข้อ คือ ซื่อสัตย์กับสหกรณ์ 2 ซื่อสัตย์กับสมาชิก และ 3. ซื่อสัตย์กับตัวเอง ทำให้สมาชิกเกิดความเชื่อมั่น สังเกตจากสมาชิกหรืออายุเยอะ หรือลาออก ก็จะส่งทายาทกลับมาเป็นสมาชิกต่อ”
ที่ผ่านมา นอกจากสมาชิกจะมีเงินออมเพิ่มขึ้น มีอาชีพเกษตรที่มั่นคงขึ้นแล้ว ยังพบว่ามีการชำระหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสหกรณ์ฯ ยังเข้าไปแก้ปัญหาหนี้ให้สมาชิกที่ไม่มีกำลังส่ง โดยแก้ปัญหาที่ดินถูกยึดให้สมาชิก จำนวน 14 ครอบครัว ยอดเงินรวมกว่า 7 ล้านบาท การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 3 บาท ให้สมาชิกปีละ 3 เดือนในช่วงวิกฤติต่างๆ การส่งเสริมและพัฒนาโดยมีทีมติดตามคอยช่วยเหลือให้สมาชิกใช้เงินตามวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระหนี้เสีย เป็นต้น
ทั้งหมดนี้คือ ต้นแบบความสำเร็จในการบริหารการเงินและสวัสดิการชุมชน ของสหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ จำกัด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง
ส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมการออม มีสวัสดิการชุมชนที่ดี ทำให้สมาชิกและคนในชุมชน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น












