skip to Main Content
02-530-9204 sammachiv.pr@gmail.com
“น.ต.สถาพร สกลทัศน์” ปราชญ์ชาวบ้านฯ ปี 68  สัมมาชีพกาแฟ – ดูแลป่า – ปั้นอนาคตเยาวชนพื้นที่สูง

“น.ต.สถาพร สกลทัศน์” ปราชญ์ชาวบ้านฯ ปี 68 สัมมาชีพกาแฟ – ดูแลป่า – ปั้นอนาคตเยาวชนพื้นที่สูง

เส้นทางจาก “ทหารเรือ” สู่ “ผู้นำนักพัฒนาชุมชน” น.ต. สถาพร สกลทัศน์ เลือกหยิบ “กาแฟ” ขึ้นมาเป็นเครื่องมือเล็กๆ แต่ทรงพลัง เพื่อเปลี่ยนชีวิตผู้คนบนดอยสูงให้ยั่งยืน

เขาก่อตั้ง “มาลากาแฟ” ร้านกาแฟแนว Craft & Classic เพื่อเป็นกุศโลบายสร้างรายได้ ปลูกผู้นำรุ่นใหม่ และหยุดวงจรการทำลายป่า—ย้ายถิ่น—ยาเสพติด ด้วยการให้เยาวชนเรียนรู้กระบวนการกาแฟครบวงจร (Crops to Cups) จนสามารถสร้างอาชีพจริงในบ้านเกิดของตนเอง

   

            เยาวชนเหล่านี้จึงกลายมาเป็นผู้เฝ้าผืนป่า เป็นหูเป็นตาป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า นัยหนึ่งก็เพื่อปกป้อง “ต้นกาแฟอินทรีย์” (ต้องปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่) พันธุ์ไม้สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับพวกเขา

นอกจากนี้เขายังคิดค้น “นวัตกรรมกาแฟ” การประดิษฐ์หม้อคั่วกาแฟดินเผาซึ่งเป็นการ “ต่อยอดภูมิปัญญา” การคั่วกาแฟแบบล้านนาไม่ให้สูญหาย

ผลงานตลอด 9 ปีของการบุกเบิกมาลากาแฟ ทำให้ น.ต.สถาพร เป็นหนึ่งในผู้ได้รับรางวัลปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ ประจำปี 2568 กับผลงานนวัตกรรมสัมมาชีพกาแฟเพื่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ซึ่งมูลนิธิสัมมาชีพมอบให้กับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแขนงต่างๆ และได้ริเริ่มสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม บนหลักสัมมาชีพ

น.ต.สถาพรกล่าวว่า ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับรางวัลทรงเกียรตินี้ แต่ก็ถือเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จของการเป็น “ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง” (Leadership for Change -LFC)  หลักสูตรอบรมของมูลนิธิสัมมาชีพ ที่เขาได้เข้าร่วมอบรมในรุ่นที่ 4

หลักสูตรนี้ให้แนวทางการสร้างผู้นำ บนแก่นคิดที่ว่า การจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ต้องเริ่มที่การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้ก่อน

“ผมเปลี่ยนบทบาทจากทหารเรือ มาเป็นผู้นำนักพัฒนา เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองสิ้นเชิง

เมื่อเปลี่ยนแปลงตนเองได้แล้ว จึงไปนำคนอื่น ก็รู้สึกภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับ สะท้อนว่าสิ่งที่ทำประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง และต้องเดินหน้าต่อไปอีก”

การดำเนินการตามแนวทางสัมมาชีพ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสัมมาชีพ ที่กล่าวไว้ว่า การประกอบอาชีพใด ต้องไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ เป็นสิ่งที่มาลากาแฟยึดถือ

จนกลายมาเป็น “สัมมาชีพกาแฟ” โดยเฉพาะการดูแลป่ารักษาสิ่งแวดล้อม และการหาแนวทางลดรายจ่าย ไม่ลดคุณภาพ โดยทลายข้อจำกัดในการเปิดร้านกาแฟบนพื้นที่สูงที่ไฟฟ้ายังไม่ทั่วถึง

 

“ผมคิดวิธีการทำกาแฟบนดอยสูง บนเงื่อนไขของการไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีเงินซื้อเครื่องจักร ต้องใช้มือ (Handmade) ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูกกาแฟ คิดอุปกรณ์บดกาแฟ  อุปกรณ์คั่วกาแฟ

จากที่เคยวิจัยอาวุธเมื่อครั้งเป็นทหาร ต้องมาวิจัยกาแฟ ผมใช้เวลา 1 ปีเต็มในการคิดค้นสิ่งเหล่านี้ ทั้งทำหม้อคั่วกาแฟจากดินเผา, การใช้โม่โบราณจากไม้สำหรับกะเทาะเปลือกกาแฟ การคิดสูตรกาแฟจากอุปกรณ์เหล่านี้

ทั้งกระบวนการจะไม่ใช้ไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนการดำเนินการลดลง คนในพื้นที่สูงจึงสามารถเปิดร้านกาแฟได้”    

ขณะเดียวกันยังต้องดึงศักยภาพของคน ให้พึ่งพาตัวเองได้ โดยตัด “พ่อค้าคนกลาง” ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ทำให้ราคารับซื้อกาแฟต่อกิโลกรัมเพิ่มสูงขึ้น คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น

“เมื่อก่อนผมไปถามชาวบ้านขายผลเชอรี่ (เมล็ดกาแฟดิบ) กับพ่อค้าคนกลางได้กิโลกรัมละ 3 บาท เราต้องตัดพ่อค้าคนกลางออกไป ตอนนี้คนบนดอยขายกาแฟคั่วแล้วให้กับผู้ซื้อโดยตรง ได้กิโลกรัมละ 1,000 บาท”   

            หลังริเริ่มรูปแบบการขายกาแฟริมทางของมาลากาแฟ โดยใช้รถจักรยานและ “จ้องแดง” หรือร่มสีแดงเป็นสัญลักษณ์ เพื่อเป็นแนวทางสร้างอาชีพให้เยาวชนบนดอย ผลงานนี้เตะตาคุณครูจากโรงเรียนต่างๆ บนดอย จึงขอให้น.ต. สถาพรถ่ายทอดวิธีการให้กับนักเรียนในโรงเรียนของตน

 

โครงการ “กาแฟโรงเรียน” จึงเกิดขึ้นตามมา  โดยน.ต.สถาพรนําความรู้นวัตกรรมกาแฟมาต่อยอดร่วมกับศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ฝึกสอนอาชีพให้กับนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ 8 แห่ง สร้างรายได้ให้คนรุ่นใหม่ไปประกอบอาชีพนี้ต่อ เช่น ร้านกาแฟมะนี บ้านขุนวิน, ร้านกาแฟเส่เล วัดขุดวิน เป็นต้น

กระบวนการเรียนรู้ จะสร้างร่วมกันผ่านการปฏิบัติ  “เปลี่ยนกิจกรรมเป็นกิจการ” มีศูนย์การทำงานใช้เป็นสถานที่ศึกษาดูงาน รวมถึงเป็นหน้าร้านในหมู่บ้าน มีการสอนหลักสูตรบาริสต้าให้เป็นผู้ประกอบการร้านกาแฟ ป้อนความรู้ด้านการจัดซื้อ การบัญชี วางแผนรายจ่ายให้น้อยกว่ารายได้ การเพิ่มมูลค่าใช้สินค้าบนดอยและกาแฟบนดอย ไปจนถึงการขยายลูกค้าผู้บริโภคในจังหวัดผ่านไลน์แมน  ผ่านช่องทางการค้าแอพลิเคชั่นออนไลน์ช้อปปี้ และส่งออกต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังนำเยาวชนออกนอกพื้นที่เพื่อเรียนรู้และหาประสบการณ์ขายกาแฟ โดยเดินทางไปเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น เช่น ในพื้นที่ จ.ชุมพร จนเยาวชนเกิดความมั่นใจ สามารถตั้งร้านค้าของตนเองในชุมชนบนดอยได้อย่างภาคภูมิ และถ่ายทอดความรู้ไปสู่คนรอบข้างในชุมชน

มีความร่วมมือระหว่างกลุ่มเพื่อน ทำกิจการร้านกาแฟในหมู่บ้าน และสถานที่ชุมชนมีคนหรือนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

น.ต.สถาพร ยังบอกด้วยว่า ปัจจุบันมาลากาแฟ ได้เข้าไปมีส่วนส่งเสริมการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ใน 5 พื้นที่หลัก ได้แก่ ขุนวาง ขุนวิง ขุนแตะ ขุนช่างเคี่ยน ขุมยวม โดยคำว่าขุนหมายถึงพื้นที่ที่เป็นทั้งป่าและต้นน้ำ

เมื่อลดการตัดไม้ทำลายป่าลงได้จากการปลูกกาแฟ ยังเป็นการรักษาต้นน้ำไว้ได้ด้วย เมื่อคนหนุ่มสาวมีรายได้จากกาแฟทำให้ไม่ทิ้งถิ่นฐานมาทำงานในเมือง

“เมื่อก่อนต้นไม้ใหญ่ถูกลักลอบตัด เพราะไม่มีคนดูแล คนรุ่นใหม่ไปทำงานในเมืองหมด เหลือแต่เด็กกับคนแก่ ไม่มีคนต้านทาน พอมีกาแฟ ทำให้คนหนุ่มสาวไม่ต้องลงไปทำงานในเมืองแล้ว อยู่บนดอยก็มีรายได้จากกาแฟ จึงต้องดูแลต้นกาแฟ ใครจะมาตัดไม้ใหญ่ที่คุ้มกะลากาแฟอยู่ก็ไม่ได้ เพราะคนรุ่นใหม่มีผลประโยชน์จากกาแฟ”

แม้จะยังไม่สามารถระบุได้ว่า ผู้คนในพื้นที่สูง มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าใด แต่จากการประเมินของเขา คนในชุมชนบนดอยสูง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีการพัฒนาตนเอง พัฒนาอาชีพใหม่ๆ เช่น การต้อนรับนักท่องเที่ยว การพาไปดูการปลูกกาแฟ ชิมกาแฟ มีรายได้จากการจำหน่ายของที่ระลึก เช่น ผ้าทอมือ ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว

   

            “คนรุ่นใหม่บนดอยสูง หันมาเป็นบาริสต้าเท่ๆ พานักท่องเที่ยวไปชมวิวหลักล้านบนดอย ทำให้ปัญหาการปลูกพืชเสพติดลดลง การตัดไม้ทำลายป่าก็ลดลง เพราะคนมีรายได้จากกาแฟแทน หากโครงการเหล่านี้ขยายผลออกไปในวงกว้างกว่านี้แน่นอนว่าคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่สูงจะดีขึ้นต่อเนื่อง” ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพกล่าว

จากหม้อคั่วกาแฟดินเผาที่คิดค้นเอง ไปจนถึงโครงการ “กาแฟโรงเรียน” บนดอยสูง ผลงานของน.ต.สถาพรแสดงให้เห็นว่า  มาลากาแฟ แท้จริงแล้ว ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่คือโมเดลสัมมาชีพที่นอกจากทำให้คนรุ่นใหม่บนดอยสูงมีรายได้ มีอนาคตในบ้านเกิดของตัวเองแล้ว

เมื่อกาแฟเติบโต—ผืนป่าก็เติบโตไปพร้อมกัน


Back To Top