skip to Main Content
02-530-9204 sammachiv.pr@gmail.com
“เกษตรฯบ้านวังร่อง” ต้นแบบสัมมาชีพ  พลิกแปลงเคมีสู่อินทรีย์  แก้ปัญหาสุขภาพ-ลดหนี้-เพิ่มมูลค่า 10 เท่า  

“เกษตรฯบ้านวังร่อง” ต้นแบบสัมมาชีพ พลิกแปลงเคมีสู่อินทรีย์ แก้ปัญหาสุขภาพ-ลดหนี้-เพิ่มมูลค่า 10 เท่า  

หนึ่งในกรณีศึกษา แปลงปลูกผักเกษตรอินทรีย์ที่ประสบความสำเร็จ สามารถแก้ปัญหาสุขภาพของเกษตรกร ไปพร้อมกับการลดหนี้ และสร้างมูลค่า คือ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง” อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ที่ส่งเสริมสมาชิก 64 คน ปลูกผักอินทรีย์ จำนวน 52 ชนิด ผสานกับการวางตลาดครบวงจร

ทำให้วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ สามารถรับซื้อผักอินทรีย์จากสมาชิกได้ในราคาสูงกว่าผักจากตลาดทั่วไปถึง 10 เท่า สร้างงาน อาชีพ ให้คนในชุมชนไม่น้อยกว่า 100 คน 

 

จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง ได้รับรางวัลวิสาหกิจชุมชนต้นแบบสัมมาชีพ ประจำปี 2568 ประเภทการเกษตร จากมูลนิธิสัมมาชีพ เพื่อยกระดับวิสาหกิจชุมชน และขยายผลเป็น “ต้นแบบ” ให้กับชุมชนอื่นๆ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง

“ไพทูลย์ อินหา” ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง กล่าวว่า รางวัลที่มูลนิธิสัมมาชีพมอบให้สะท้อนถึงความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนฯ ในการส่งเสริมเกษตรกรให้กินดีอยู่ดี มีสุขภาพที่ดี

แต่สิ่งที่ภูมิใจที่สุด คือ มูลนิธิสัมมาชีพจะนำวิสาหกิจชุมชนฯ ไปเผยแพร่ให้เป็นแหล่งศึกษาดูงานกับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอื่นๆ ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการผลผลิตและการตลาดครบวงจร

ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่องระบุถึงที่มาของการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ เมื่อปี 2561 ว่า เกิดจากความต้องการแก้ไขปัญหาเกษตรกร 2 ด้าน คือ 1.ปัญหาสุขภาพ 2.ปัญหาหนี้สินเกษตรกร จึงแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการ ส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกษตรกรมีสุขภาพดีแล้ว ราคาจำหน่ายผักอินทรีย์ยังดีกว่าผักทั่วไปในตลาด นำไปสู่การลดหนี้

“เมื่อก่อนเกษตรกรมีปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง เพราะใช้สารเคมีเกินความจำเป็น ขณะที่ผู้บริโภคก็บริโภคผักที่ปนเปื้อนสารเคมี

จากการตรวจสุขภาพของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) หล่มสักให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่า 98% มีสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานในระดับอันตราย ขณะเดียวกันการเพาะปลูกก็มีต้นทุนการผลิตสูง ราคาผลผลิตตกต่ำ ไม่มีหลักประกันด้านราคา ทำให้เกษตรกรมีหนี้สิน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้น” ไพทูลย์ เล่า

แรกเริ่มการปลูกผักอินทรีย์ ไพทูลย์เล่าว่า มีเป้าหมายเพียงการบริโภคในพื้นที่ แต่หลังจากได้รับการสนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์ผักจากโครงการเมล็ดพันธุ์พระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ (โครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ) จำนวนกว่า 20 ชนิด แจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ทำให้มีผลผลิตผักมากกว่าความต้องการบริโภคในพื้นที่ การทำตลาดผักอินทรีย์จึงเริ่มขึ้นนับจากนั้น

โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ ในโครงการ “ผู้ผลิตพบผู้ประกอบการ” ทำให้ได้พบกับผู้บริหาร “เลม่อนฟาร์ม” (Lamon Farm) ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารที่เน้นจำหน่ายอาหารเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์อินทรีย์จากเกษตรกรไทยโดยตรง จึงกลายเป็นที่มาของการผลิตและจำหน่ายผักอินทรีย์ให้กับเลมอนฟาร์ม จนถึงปัจจุบัน

“เดิมการปลูกผักอินทรีย์ เรายังเข้าสู่ตลาดบนไม่ได้ พอมาพบกับผู้บริหารเลมอนฟาร์ม เมื่อปี 2562 ก็มีการสนับสนุนให้ความรู้ จนวิสาหกิจชุมชนฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานแปลงเกษตรอินทรีย์ PGS (มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมบริหารจัดการระหว่างเจ้าของแปลง กลุ่มวิสาหกิจ และการตลาด รับรองครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทุกแพ็คสินค้าจะมีรหัสกลุ่ม รหัสสมาชิกของเลมอนฟาร์ม ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้) ก่อนเริ่มผลิตให้เลมอนฟาร์มในปี 2564”

ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนฯ จำหน่ายผักอินทรีย์จากสมาชิกให้กับสาขาของเลมอนฟาร์มทั่วประเทศ ทำให้วิสาหกิจชุมชนฯ มีรายได้ในปีที่ผ่านมาราว 5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังจำหน่ายผักอินทรีย์ให้ร้าน “สดแสนสุข”  ที่จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นหน้าร้านของวิสาหกิจฯโดยตรง ผักอินทรีย์อีกส่วนหนึ่งยังจำหน่ายให้กับร้านอาหารในพื้นที่อ.หล่มสัก โดยจะขึ้นป้ายว่า ร้านนี้ใช้ผักปลอดสารเคมี

ด้านกำลังการผลิตผักอินทรีย์ของกลุ่มฯ จัดส่งให้เลมอนฟาร์ม สัปดาห์ละ 1,200 กิโลกรัม ส่งให้ร้านสดแสนสุขที่จ.พิษณุโลก สัปดาห์ละ 200 กิโลกรัม และส่งให้ร้านอาหารที่ อ.หล่มสัก  สัปดาห์ละ 150 กิโลกรัม โดยมีผักอินทรีย์ 52 ชนิด อาทิ ตำลึง กะเพรา โหระพา ดอกแค ชะอม  กว้างตุ้ง กวางตุ้งฮ่องเต้ ผักกาดขาว กระเจี้ยบเขียว ถั่วพู บวบหอม บวมเหลี่ยม ต้นหอม ผักชี  พริก และผักตระกูลสลัดทุกชนิด เป็นต้น

ปัจจุบันสมาชิกของวิสาหกิจชุมชนฯ มีพื้นที่เพาะปลูกผักอินทรีย์ 66 แปลง (66ไร่) และพื้นที่ของกลุ่มเครือข่ายบนเขาค้ออีก 15 แปลง (ประมาณ 300 ไร่) โดยพื้นที่เขาค้อเพิ่งได้รับมาตรฐาน PGS เมื่อ 1 ต.ค.2568 และจะมีผลผลิตผักอินทรีย์ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนธ.ค.2568 ทำให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการมากขึ้น ไพทูลย์เล่า

สำหรับราคาผักอินทรีย์ที่วิสาหกิจชุมชนฯ รับซื้อจากสมาชิก เฉลี่ยอยู่ที่ 45 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าราคาผักตามตลาดทั่วไปถึง 10 เท่า  อาทิ ราคารับซื้อผักกวางตุ้งใบ (อินทรีย์) อยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาตลาดทั่วไปของผักชนิดนี้ (ไม่เป็นอินทรีย์) จะอยู่ที่ราคารับซื้อ 5 บาทต่อกิโลกรัม หรือราคาผักโหระพา (อินทรีย์) วิสาหกิจชุมชนฯจะรับซื้อจากสมาชิกที่ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาตลาดทั่วไปของผักชนิดนี้ (ไม่เป็นอินทรีย์) จะอยู่ที่ราคา 60 บาทต่อ 5 กิโลกรัม เป็นต้น

“วิสาหกิจชุมชนฯ กำหนดให้สมาชิกนำผักอินทรีย์มาส่ง 3 รอบต่อสัปดาห์ (วันพุธ ศุกร์ และอาทิตย์) เฉลี่ยรอบละ 30 กิโลกรัมต่อคน คิดคร่าวๆ ต่อสัปดาห์ สมาชิกจะได้ส่งผักราว 100 กิโลกรัม ตีเป็นรายได้ 2 แสนบาทต่อปี ต่อสมาชิก 1 คน ต่อพื้นที่ 1 ไร่”

นอกจากนี้ หากสมาชิกมีเวลาว่างมาบรรจุผลิตภัณฑ์ผัก จะได้ค่าบรรจุกิโลกรัมละ 15 บาท ถือเป็นการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้กับลูกหลานและสมาชิกในชุมชน

ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม วิสาหกิจชุมชนฯแห่งนี้  มีการบริหารจัดการการเงิน โดยเก็บข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์, มีการจัดการระบบน้ำผ่านการเจาะบ่อบาดาลที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำขึ้นมารดแปลงผัก, ส่งเสริมการเก็บเมล็ดพันธุ์ผักไว้ใช้เอง ทำให้ในปัจจุบันสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ผักไว้ใช้เองถึง 90% ช่วยลดต้นทุนการซื้อเมล็ดพันธุ์ผักได้มาก

เขายังกล่าวถึงการจัดระบบการผลิตตามหลัก BCG (Bio – Circular – Green Economy) ว่า สามารถจัดการปัจจัยการผลิตไม่ให้มีส่วนสูญเสียได้มากถึง 99 % เช่น การทำปุ๋ยอินทรีย์จากเศษผัก, การนำเศษผักส่งให้กับบริษัทแปรรูปผักไปทำเป็นผักผง, การผลิตสารชีวภาพป้องกันวัชพืชและแมลงใช้เอง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังขยายเครือข่ายสร้างรายได้ให้กับซัพพลายเชนในการปลูกผักอินทรีย์ เช่น การเชื่อมกับภาคปศุสัตว์ โดยซื้อมูลวัว, มูลไก่ มาทำปุ๋ยอินทรีย์ การแนะนำการปลูกผักอินทรีย์ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ เป็นต้น

ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ ยังกล่าวถึงผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหาเกษตรกรในพื้นที่ จากการส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์ ว่า ทำให้สุขภาพของเกษตรกร (สมาชิก) ดีขึ้น โดยค่าเลือดเป็นปกติไม่มีสารเคมีเกินค่ามาตรฐาน ด้านภาระหนี้สิน พบว่าสมาชิกสามารถลดเงินกู้ลงได้ปีละ 10% ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

นี่คือต้นแบบที่เป็นรูปธรรมของการประกอบอาชีพที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น โดยไม่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง  


Back To Top