ไทยฉีดวัคซีน: สร้างชีวิตเชื่อมั่น-กู้เศรษฐกิจ
หลังจากนั่นนี่โน่นกันพักใหญ่ เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ฉีดวัคซีนโควิคแอสตร้าเซนเนก้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ความเดิม
จากเดิมวัคซีนความหวังของไทยถูกแทงเต็งที่“แอสตร้าฯ” โดดๆ โดยรัฐบาลมียอดการสั่งซื้อ 2 งวดคือ 26 ล้านโดส และ 35 ล้านโดสรวมเป็น 61 ล้านโดส ตกลงเริ่มส่งมอบในราวมิถุนายน 2564 ซึ่งจะเป็นการผลิตภายในประเทศโดย “บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์” ที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมาจากบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ในประเทศอังกฤษ
เมื่อภาคเศรษฐกิจและสังคม ผสมความแตกตื่นจากการแพร่ขยายเชื้อโควิคที่จังหวัดสมุทรสาครรุนแรงขึ้น ไทยจึงสั่งซื้อ”วัคซีนซิโนแวค” 2 ล้านโดสจากจีนมาถึงล็อตแรกกุมภาพันธ์ 2 แสนโดส อีก 8 แสนโดสส่งมีนาคม และ 1 ล้านโดสมาถึงเมษายนนี้ ซึ่งเป็น”วัคซีนชนิดเชื้อตาย” นอกจากนี้ยังให้บริษัท แอสตร้าฯ ตัดส่งยอดบางส่วนจาก 26 ล้านโดสให้ไทย 117,000 โดส
ดังนั้น การฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มแรกของไทยจึงมีจำนวน 317,000 โดส (2 แสน + 1.17 แสน) สามารถครอบคลุมประชาชนในภาวะฉุกเฉินได้ 158,500 คน อาจเป็นการผ่อนคลายแรงกดดันได้ส่วนหนึ่ง
กล่าวโดยรวมแล้ว ไทยมีตัวเลขสะสมวัคซีนไว้ในมืออย่างสวยหรู่ ทั้งจากซื้อซิโนแวคกับแอสตร้าฯ รวม 63 ล้านโดส (2 ล้าน + 61 ล้าน) ครอบคลุมประชาชน 33 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของประชากรทั้งหมด 67 ล้านคน เพราะแต่ละคนต้องฉีดคนละ 2 เข็ม
บัดนี้ ทั้ง 2 ยี่ห้อนี้มาถึงไทยพร้อมกัน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 แล้วเริ่มฉีดวัคซีนซิโนแวคเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ส่วนแอสตร้าฯต้องรอความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายงานลิ่มเลือดอุดตันก่อนจึงจะทิ่มปักแขนของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเปิดม่านปฐมฤกษ์ความหวังของคนวัยตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปได้
ฉีดวัคซีนและผลข้างเคียง
ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การฉีดวัคซีนจะทำให้คนไม่มีภูมิมีภูมิ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน การฉีดวัคซีนต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย เพระเราหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส แต่ต้องไม่ทำให้เกิดการเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน
อย่างไรก็ตาม ทั้งวัคซีนซิโนแวคและแอสตร้าฯที่นำมาฉีดให้คนไทยเข็มแรกนั้น ล้วนเป็นวัคซีนชนิดฉีด 2 เข็มโดยแต่ละชนิดมีระยะห่างกันประมาณ 30 วันจึงฉีดเข็มที่สองได้ และมีข้อแตกต่างกันคือ ซิโนแวคผลการวิจัยประสิทธิภาพวัคซีนฉีดให้ผู้มีอายุ 18-59 ปี ส่วนแอสตร้าฯสามารถฉีดกับผู้มีอายุเกิน 60 ปีได้
ส่วนผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นหลังการฉีดนั้น ศ.ดร.นพ.วิปร วิประกษิต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเวชศาสตร์ระดับโมเลกุล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ ม.มหิดล และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2564 เปิดเผยว่า หลังการฉีดวัคซีนจะมีผลข้างเคียง คือ เกิดอาการ “แพ้วัคซีน” และ “อาการไม่พึงประสงค์” ที่พบบ่อยในประเทศไทยมักเป็นอาการไม่พึงประสงค์ โดยพบเพียงร้อยละ 3.48 เท่านั้น
สำหรับ “อาการไม่พึงประสงค์” หลังฉีดวัคซีนโควิดทุกชนิดมักไม่มีความรุนแรง แบ่งได้ 2 ประเภท คือ อาการที่เกิดขึ้นเฉพาะที่ เช่น ปวดบวมแดง เจ็บในตำแหน่งที่ฉีด โดยวิธีดูแลตัวเองหลังการฉีดวัคซีนคือ สามารถใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบช่วยบรรเทาอาการได้ นอกจากนี้ อาจเกิดอาการแทรกซ้อนไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ เหนื่อย คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ดังนั้น หลังฉีดวัคซีนแล้วจึงต้องพักรอดูอาการอย่างน้อย 30 นาที
สำหรับอาการ “แพ้วัคซีน” ศ.ดร.นพ.วิปร อธิบายว่าโดยทั่วไปมักจะมีการเกิดผื่นแพ้หลายรูปแบบ เช่น ผื่นแดงบนผิวหนัง ที่สังเกตได้ง่ายคือ ลมพิษ เป็นผื่นนูน มีขอบเขตชัดเจน อาจคันหรือไม่ก็ได้
สิ่งสำคัญคือ อาการแพ้ที่รุนแรง โดยเฝ้าระวังอาจมีอาการหลอดลมตีบทำให้หายใจลำบาก, ผื่นขึ้นทั้งตัว, ไข้ขึ้นสูง, ปวดศีรษะรุนแรง, ปากเบี้ยว, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, เกล็ดเลือดต่ำ, มีจุดเลือดออกตามร่างกาย, อาเจียนมากกว่า 5 ครั้ง, ชัก, หมดสติ ในบรรดาอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์ทันที
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ “แนวทางเฝ้าระวังอาการแพ้วัคซีนชนิดรุนแรง” โดยระบุว่า หากฉีดวัคซีนแล้วเกิดอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลันของระบบผิวหนังหรือเยื่อบุ หรือทั้งสองอย่าง (มีลมพิษขึ้นทั่วตัว คัน ผื่นแดง มีอาการบวมของปาก สิ้น เพดานอ่อน) ร่วมกับอาการอย่างน้อยหนึ่งอาการดังต่อไปนี้ จะเข้าข่ายอาการ “แพ้วัคซีนรุนแรง” นั่นคือ
- อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล เสียงแหบ หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงฮื้อ-เสียงหวีด การทำงานของหลอดลมหรือปอดลดลง ระดับออกชิเจนในหลอดเลือดลดลง
- ความดันโลหิตลดลง/การทำงานของระบบต่างๆ ล้มเหลว เช่น hypotonia (กล้ามเนื้ออ่อนแรง) เป็นลม อุจจาระ ปัสสาวะราด มีอาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
- ความดันโลหิตลดลงหลังจากรับวัคซีน ความดัน systolic ที่ลดลงมากกว่าร้อยละ 30 ของความดัน systolic เดิม
อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนโควิด-19 จากซิโนแวค ในประเทศไทย ณ ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2564 กระทรวงสาธารณสุข มีแถลงข่าวอัพเดทล่าสุดเมื่อ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา ฉีดวัคซีนให้กลุ่มเป้าหมายไปแล้วกว่า 30,000 ราย พบผู้อาการไม่พึงประสงค์เพียงเล็กน้อย ร้อยละ 3.48 โดยหากแบ่งประเภทอาการ ส่วนใหญ่ที่พบคือ การอักเสบและปวดบริเวณที่ฉีด รองลงมาคือ ปวดเมื่อยเนื้อตัว, คลื่นไส้, มีไข้, อาเจียน, เป็นผื่น, ท้องเสีย, เหนื่อย เป็นต้น
นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เปิดเผยตั้งแต่ฉีดวัคซีนมา มีรายงานตามเกณฑ์สอบสวน 5 ราย และมี 1 รายส่งให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาแล้ว โดยผลระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับวัคซีนชนิดไม่รุนแรง และทุกรายกลับบ้านแล้ว
ไทยฉีดแค่ไหนจึงเกิดมั่นใจ
นพ.สลักธรรม โตจิราการ ตั้งข้อสังเกตุแบบปลายเปิดว่า “เราต้องฉีดวัคซีนเร็วแค่ไหนถึงจะเปิดเศรษฐกิจได้ในปีนี้” พร้อมประเมินความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ประชากรอย่างน้อยที่สุด 40.2 ล้านคน (60% ของประชากรทั้งหมด) ใช้วัคซีน 80.4 ล้านโดส แต่ถ้าให้ปลอดภัยควรฉีดให้ประชากร 53.6 ล้านคน (80% ของประชากรทั้งหมด) ใช้วัคซีน 107.2 ล้านโดส
นอกจากนี้ ยังระบุถึงช่วงเวลาที่ต้องฉีดวัคซีนให้เร็วเพื่อเปิดประเทศได้ ให้ห้างร้านขายของ คนบันเทิงเล่นดนตรีคอนเสิร์ตได้ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ โดยไม่ต้องกลัวโควิด-19 ผลุบๆโผล่ๆอย่างกรณีพบการติดเชื้อที่ตลาดบางแค 80 รายอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเมื่อ 13 มีนาคมที่ผ่านมา
“ผมว่าต้องเอาหลักหมายสำคัญที่วันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันหยุดยาวเนื่องในวันชาติจีน เพราะนักท่องเที่ยวจีนจะเข้ามามหาศาล และหลังจากนั้นก็จะเป็นช่วงปลายปีที่นักท่องเที่ยวตะวันตกก็จะเข้ามาอีกมากมายเช่นกัน”
นพ.สลักธรรม กล่าวว่า แต่ถ้าฉีดไม่ทันกำหนดนี้ ประเทศไทยก็ไม่กล้ารับนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวก็ไม่กล้าเข้ามา ถ้าปล่อยให้เลยหน้าไฮซีซั่น แปลว่าต้องรอนักท่องเที่ยวอีก 1 ปีเต็ม ไปเป็นปลายปี 2565 เลย ซึ่งเศรษฐกิจน่าจะรับไม่ไหว แปลว่าเราต้องฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรอย่างน้อยร้อยละ 60 ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2564
“ถ้าคิดว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชากรทั่วไปตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 (ตามกำหนดการที่จะได้วัคซีน) สมมติว่า ไทยฉีดวัคซีนให้บุคลากรการแพทย์และกลุ่มเสี่ยงไปครบ 2 ล้านโดสแล้วก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2564 เราจะต้องฉีดวัคซีนอย่างน้อย 78.4 ล้านโดส ใน 122 วัน เพื่อให้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2564 เท่ากับจะต้องฉีดอย่างน้อยวันละ 642,623 โดส ครับ”
“ถามว่าการจะทำได้ขนาดนี้ หนักหนาแค่ไหน? ตอนนี้ประเทศที่ฉีดวัคซีนได้ไวที่สุดในโลกคือสหรัฐอเมริกา เขาฉีดวัคซีนได้วันละ 2.3 ล้านโดสจากประชากร 331 ล้านคน แปลว่าฉีดได้วันละ 0.7% ของประชากรทั้งหมดประเทศ ถ้าไทยจะฉีดได้ 0.7% ของประชากรทั้งประเทศต่อวัน เท่ากับฉีดได้วันละ 469,000 คน ซึ่งไม่พอที่จะเปิดประเทศในวันที่ 1 ตุลาคม”
นพ.สลักธรรม กล่าวว่า มาดูประเทศที่มีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับไทยอย่างสหราชอาณาจักร(อังกฤษ)บ้าง สหราชอาณาจักรมีประชากร 67 ล้านคน ฉีดวัคซีนไป 1.78 ล้านโดสใน 7 วัน แปลว่าฉีดได้วันละ 255,000 โดส ถ้าเราฉีดได้อัตราเร็วเท่าสหราชอาณาจักร เราจะไม่สามารถเปิดประเทศได้ในวันที่ 1 ตุลาคมอย่างแน่นอน
หรือแม้กระทั่งอิสราเอลที่ตอนแรกฉีดวัคซีนประชากรได้เร็วมาก ตอนนี้ก็เพิ่งฉีดวัคซีนให้ครบ 2 โดสให้ประชากรได้แค่ 50% เท่านั้นเอง (ประมาณ 4 ล้านคนจาก 8 ล้านคน) โดยเขาเริ่มมา 3 เดือนแล้ว
“แปลว่ารัฐบาลต้องเตรียมโครงการฉีดวัคซีนขนาดใหญ่มากที่มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร อาจต้องมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับโครงการของอิสราเอล คำถามคือรัฐบาลไทยได้เตรียมการโครงการฉีดวัคซีนให้กับประชากรไว้แค่ไหนแล้วครับ?”
โลกในภาวะ“จำเป็น”ฉีดวัคซีน
ข้อมูลเมื่อ 13 มีนาคม ทั่วโลกฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ไปแล้วมากกว่า 345 ล้านโดส ใน 121 ประเทศ โดยอัตราการฉีดวัคซีนล่าสุดเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 8.74 ล้านโดส สหรัฐอเมริกา ประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตสะสมมากที่สุด ได้ทำการฉีดวัคซีนต้านโควิดให้กับประชาชนไปแล้วมากกว่า 101 ล้านโดส โดยเริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรกเมื่อ 14 ธันวาคม 2563 ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่จาก 2-3 แสนคนต่อวัน ปัจจุบันลดลงชัดเจน ยอดผู้ติดเชื้อรายวันไม่เคยถึง 2 แสนคน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตต่อวัน 3-4 พันคน ก็เริ่มลดลง
ส่วนอิสราเอล ปัจจุบันอิสราเอลได้วัคซีนโควิด-19 ในปริมาณต่อประชากรมากที่สุดในโลก มีชาวอิสราเอลที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคโดสแรกไปแล้ว ในสัดส่วน 53.7% ของประชากร และความเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยจากโรคโควิด-19 ลดลง 95.8% ในหมู่ประชาชนที่ได้รับวัคซีนของไฟเซอร์ (Pfizer) ทั้ง 2 เข็ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
โครงการฉีดวัคซีนของอิสราเอล แสดงให้เห็นถึงสัญญาณแห่งความสำเร็จที่ชัดเจนแล้ว จำนวนการติดเชื้อลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ในกลุ่มอายุนี้มีการติดเชื้อน้อยลง 56% เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลน้อยลง 42% และเสียชีวิตน้อยลง 35% หลังจากได้รับการฉีดโดสที่สอง
ขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขยังได้เปิดตัวแอปฯ Green Pass ซึ่งเชื่อมกับเวชระเบียนส่วนตัว โดยประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ หรือได้รับภูมิคุ้มกันหลังหายป่วยจากโรคโควิด-19 สามารถแสดงแอปฯ เพื่อเข้าพักในโรงแรม หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาได้
สำหรับภูมิภาคอาเซียน ฉีดวัคซีนแล้ว 4,881,330 โดส ใน 8 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ จำนวน 525,039 โดส คิดเป็นร้อยละ 9.2 ของประชากร อินโดนีเซีย จำนวน 4,022,544 โดส คิดเป็นร้อยละ 1.51 ของประชากร เมียนมา จำนวน 104,664 โดส คิดเป็นร้อยละ 0.2 ของประชากร กัมพูชา จำนวน 71,185 โดส คิดเป็นร้อยละ 0.43 ของประชากร มาเลเซีย จำนวน 127,608 โดส คิดเป็นร้อยละ 0.39 ของประชากร ไทยจำนวนกว่า 30,000 โดส คิดเป็นร้อยละ 0.05 ของประชากร
แอสตร้าฯ-ผู้นำและจิตวิทยาสังคม
ถึงที่สุดแล้ว การฉีดวัคซีนจึงไม่ได้แสดงถึงการต้านโควิดเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่แฝงในการต้านโควิดคือ ความเชื่อมั่นต่อชีวิตของประชาชนที่ไม่ต้องเสี่ยงกับความตาย อีกทั้งยังทำให้มั่นใจกับการติดต่อสัมพันธ์กันและกันของมนุษย์โลกใบนี้
ความเชื่อมั่นเหล่านั้น จุดเริ่มล้วนสะท้อนออกจากผู้นำประเทศสร้างแรงจูงใจให้เกิดความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นภาวะจิตวิทยาสังคมเกิดความศรัทธาต่อการฉีดวัคซีน ดังนั้น ผู้นำแต่ประเทศจึงฉายภาพนั่งถลกแขนเสื้อให้หมอทิ่มแทงฉีดวัคซีนเป็นปฐมฤกษ์ทั้งสิ่น
ส่วนไทย เหตุเกินเมื่อเช้าวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม.มีกำหนดการฉายภาพฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ เป็นเข็มปฐมฤกษ์ แต่ถูกยกเลิกอย่างฉุกละหุก เนื่องจากมีรายงานเกิดผลข้างเคียงลิ่มเลือดอุดตันกับผู้รับการฉีดในประเทศแถบยุโรป ทั้งที่วัคซีนแอสตร้าฯที่มาฉีดในไทยเอามาจากประเทสเกาหลีและเป็นคนละชนิดกับฉีดในประเทสยุโรป
การยกเลิกฉีดของผู้นำไทยนั้น เกิดเป็นข่าวไปทั่วโลก และมีปรากฎการณ์ตามมาอย่างน้อย 2 ประการ คือ มีข่าวว่า สหรัฐเหลือวัคซีนแอสต้ราฯกองไว้หลายสิบล้านโดส ยังใช้ไม่ได้ เพราะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐ ไม่อนุมัติให้ใช้
ปรากฎการณ์อีกด้านคือ สำนักงานด้านการแพทย์ของยุโรป (EMA) ยืนยันว่าวัคซีนแอสตร้าฯ ไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดลิ่มเลือดตามหลอดเลือดต่าง ๆ และมั่นใจว่าการเกิดลิ่มเลือดในผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนไม่ได้มากไปกว่าในคนปกติทั่วไป
ขณะที่องค์การอนามัยโลก ชี้ว่าไม่มีเหตุผลหยุดใช้วัคซีนแอสตร้าฯ และสนับสนุนให้ใช่ต่อไป เพราะความกังวลเกี่ยวกับลิ่มเลือดอุดตันยังไม่มีรายการชัดเจน ขณะที่ “เยอรมนี-ฝรั่งเศส” ประกาศเดินหน้าฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ แม้ว่าบางชาติในยุโรปจะสั่งระงับการฉีดชั่วคราวก็ตาม
รากฎการณ์ทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงอาการไม่รู้แน่ชัดว่า วัคซีนแอสตร้าฯ ดีจริงตามที่นายอนุทินและกระทรวงสาธารณสุข รับประกันหรือไม่ แต่ชื่อเสียงของแอสตร้าฯ ขณะนี้กลับมีปัญหามากๆ เพราะถูกแบนไปหลายประเทศในยุโรป ดังนั้น ประเทศใดจะกล้าฉีด เมื่อมีทางเลือกกับวัคซีนชนิดอื่นอีกหลายชนิด
ถึงที่สุดแล้ว เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม ไม่ยอมฉีดแอสตร้าฯ สิ่งที่จะตามมาคือ สร้างความเสียหายทางจิตวิทยา และจะกลายเป็นผลลบด้วย เพราะเป็นภาพความสูญเสียความมั่นใจที่ถูกสร้างขึ้น อีกอย่างศรัทธาของประชาชนกับการฉีดวัคซีนยี่ห้อนี้ย่อมลดดิ่งลง
ดังนั้น เมื่อวัคซีนแอสตร้าฯ ในไทยจะทำการผลิตโดยบริษัท บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ (Siam Bioscience) ซึ่งยังไม่มีประสบการณ์การผลิตวัคซีนเลย ย่อมถูกลากมาเผชิญหน้ากับความไม่เชื่อมั่นเต็มๆ….แล้วสัญญาแทงเต็งวัคซีนชนิดเดียวที่รัฐบาลไทยลงนามซื้อล่วงหน้า 61 ล้านโดส ย่อมมีปัญหาความเชื่อมั่นไม่มากก็น้อยแน่นอน
ไม่มีภาพกิจกรรม
ไม่มีวิดีโอ





