skip to Main Content
02-530-9204 sammachiv.pr@gmail.com
นาวาตรีสถาพร สกลทัศน์ ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ2568

นาวาตรีสถาพร สกลทัศน์ ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพ2568

นาวาตรีสถาพร สกลทัศน์
ผลงานที่โดดเด่น ผลงานนวัตกรรมสัมมาชีพกาแฟเพื่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

อายุ:   59 ปี

อาชีพ: ข้าราชการบำนาญ

การศึกษา: วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอุตสาหกรรม (อิเลคทรอนิคส์) มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี

: บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

การศึกษาต่างประเทศ: อาวุธปราบเรือดำน้ำและสงครามทุ่นระเบิด #DEG-COMP ประเทศเยอรมัน

: ระบบควบคุมการยิงพื้นสู่พื้นและพื้นสู่อากาศ #Fire control system ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ #OPV FCS ประเทศเยอรมัน

ที่อยู่:    ต.บ้านกาด อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

หน่วยงานที่เสนอชื่อ: ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอําเภอแม่วาง


ข้อมูลทั่วไป

น.ต.สถาพรริเริ่มสัมมาชีพกาแฟแนว Craft and Classic Coffee (Tripple C) เพื่อสิ่งแวดล้อมในนามของ “มาลากาแฟ” ตั้งแต่ พ.ศ. 2559 เพื่อสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนบนภูเขาได้เรียนรู้กระบวนการทํากาแฟตั้งแต่ต้นจนครบถ้วน และนําไปประกอบอาชีพได้จริง ตามเป้าหมายสําคัญ คือ “ให้ชาวไทยภูเขามีสัมมาชีพกาแฟเพื่อดูแลป่า”

การคัดสรรเมล็ดกาแฟจะทำผ่านกระบวนการแบบธรรมชาติไม่ใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักร แต่ใช้นวัตกรรมดัดแปลงโม่หินโบราณเป็นเครื่องสีกาแฟ คิดเครื่องคั่วกาแฟหม้อดินเผาแบบพกพาซึ่งต่อยอดภูมิปัญญาการคั่วกาแฟแบบล้านนา นอกจากนี้ยังพัฒนารูปแบบร้านกาแฟต้นทุนต่ำ โดยใช้จักรยานเป็นร้านกาแฟเคลื่อนที่ มีจ้องแดงเป็นสัญลักษณ์ เพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนย้ายและลดภาระการลงทุนสถานที่

 

กระบวนการทำงาน

น.ต.สถาพรสร้างกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับกาแฟตั้งแต่ ปลูก-แปรรูป-ไปจนถึงการบริหารร้านกาแฟให้แก่เยาวชนชาวเขาผ่านการปฏิบัติ ตั้งแต่หลักสูตรบาริสต้า การเป็นเจ้าของธุรกิจ การจัดซื้อ การบัญชี วางแผนรายจ่ายให้น้อยกว่ารายรับ การเพิ่มมูลค่ากาแฟ การขยายลูกค้า ผ่านไลน์แมน, Shopee และส่งออกต่างประเทศ พาเยาวชนออกนอกพื้นที่เพื่อเรียนรู้และหาประสบการณ์การขายกาแฟ เพื่อให้มั่นใจในการตั้งร้านค้าของตนเอง และให้คนเหล่านี้เป็นต้นแบบขยายความรู้ต่อไป

นำองค์ความรู้ด้านการผลิตกาแฟจัดอบรมในโรงเรียนต่างๆ เพื่อส่งเสริมคนรุ่นใหม่มีอาชีพร้านกาแฟ และนำวรรณกรรมมาเป็นสื่อในการพัฒนาชุมชนและเยาวชนในพื้นที่สูง

 

ผลิตผล

  • การทำงานของมากาแฟสามารถสร้างอาชีพให้คนในชุมชน รวมทั้งชุมชนร่วมผลิตกาแฟและดูแลระบบร้าน ตั้งแต่คนรุ่นใหม่ (ร้านกาแฟ) กลุ่มผู้สูงวัย (คั่วและโม่กาแฟ) สร้างเศรษฐกิจชุมชนจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยี่ยมชมธรรมชาติและร้านกาแฟในหมู่บ้าน
  •  มีโครงการ “กาแฟโรงเรียน” ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ให้ความรู้แก่นักเรียนในโรงเรียนต่างๆ เกี่ยวกับการปลูก-แปรรูป-ชงกาแฟ มีเยาวชนผ่านการอบรมประมาณ 500 คน และมีหลักสูตรทั่วไป+การประกอบธุรกิจกาแฟขาย เพื่ออบรมผู้ที่สนใจเปิดร้านกาแฟ
  • สร้างโมเดลร้านกาแฟต้นทุนต่ำ เป็นร้านกาแฟเคลื่อนที่บนจักรยานพร้อมจ้องแดง และเป็นร้านกาแฟที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พัฒนาเครื่องคั่วกาแฟหม้อดินเผาแบบพกพา เครื่องสีกาแฟจากโม่หินโบราณ (ดัดแปลงจากภูมิปัญญาท้องถิ่น) มีผลิตภัณฑ์กาแฟแปรรูปแบบอินทรีย์

 

ผลลัพธ์

กาแฟมาลาสร้างวัฒนธรรมใหม่ของร้านกาแฟที่มีวิธีการคั่วกาแฟแบบล้านนา โดยดัดแปลงเอาโม่หินโบราณมาเป็นเครื่องสีกาแฟด้วยมือ มีการใช้เครื่องคั่วกาแฟหม้อดินเผาแบบพกพา วิธีสกัดน้ำกาแฟจากตะวันตกดั้งเดิมประยุกต์ใช้กับเมล็ดกาแฟคั่วแบบไทยคลาสสิกล้านนา

ในส่วนของเยาวชนได้รับทักษะวิชาชีพ มีความรู้ครบวงจรในธุรกิจกาแฟ: ปลูก–คั่ว–ขาย–บริหาร เรียนรู้การวางแผนทางการเงิน เช่น การควบคุมรายรับ-รายจ่าย รู้จักช่องทางการตลาดยุคใหม่ มีรายได้เลี้ยงตัวโดยไม่ต้องย้ายถิ่น

สำหรับผู้สูงอายุมีบทบาทในการสร้างประโยชน์ให้ลูกหลานซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ และก่อให้เกิดการยอมรับแนวทางการทำกาแฟแบบใหม่ตั้งแต่การคัดสายพันธุ์-แปรรูป-การชงขาย และการตลาดพึ่งพาตนเอง เพราะถือเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือลูกหลานไม่ใช่การช่วยเหลือคนนอก

ประการสำคัญ คือการเปลี่ยนพื้นที่จากไร่ข้าวโพด เป็นพื้นที่ปลูกกาแฟอินทรีย์ 5 พื้นที่ (ขุนวิน ขุนวาง ขุนแตะ ขุนช่างเคี่ยน ขุนยวม) และมีการดูแลป่าชุมชน ส่งผลให้ต้นน้ำปลอดสารเคมี

 

การสร้างการเปลี่ยนแปลง

  • สร้างเศรษฐกิจชุมชนให้คนทุกวัย โดยเฉพาะการจูงใจคนรุ่นใหม่ในการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างอาชีพที่มีต้นทุนต่ำ ใช้สิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมาดัดแปลง
  • ลดปัญหาต่างๆ เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนไร่ข้าวโพดเป็นกาแฟอินทรีย์ ลดปัญหายาเสพติด การย้ายถิ่นมาทำงานในเมือง
  • สร้างขบวนการชุมชนที่เข้มแข็งในกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ทั้งการร่วมมือด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดูแลป่า ป้องกันไฟ จากการส่งเสริมของมาลากาแฟ
  • โครงการนี้เป็นแบบอย่างของการใช้สัมมาชีพเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจในการอนุรักษ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Back To Top